Showing posts with label วรรณกรรม. Show all posts
Showing posts with label วรรณกรรม. Show all posts

Video ความพ่ายแพ้ของนางตะเคียนในตำนานเสาไห้

ความพ่ายแพ้ของนางตะเคียนในตำนานเสาไห้
ตำนานเสาไห้เป็นเรื่องสั้นของคุณแดน  อรัญ
เรื่องสั้นเรื่องนี้มีคำตามที่น่าสนใจเพราะนักเขียนพูดเอาไว้ว่า
"ถ้าหากมีใครมาถามฉันว่า ในฐานะนักเขียน  ฉันได้เขียนรุ้อะไรไปบ้าง  ฉันก็จะตอบว่าตำนานเสาไห้
และถ้าหากเขาถ้าฉันอีกว่า   เขียนเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นรึ 
ฉันก็จะตอบเขาไปว่า  เรื่องเดียวเท่านั้น"

Talk เสวนารู้ทันสื่อยุคออนไลน์

เสวนา รู้ทันสื่อยุคออนไลน์
งานเปิดตัว กลุ่ม MEDIAINSIDEOUT
ช่วง เสวนา รู้ทันสื่อยุคออนไลน์ แค่หมาเฝ้าบ้านไม่พอ?
ทัศนคติที่มีต่อสื่อไทยที่มุ่งนำเสนอความจริงด้านเดียว


Fayminine In Madame Figaro

บทความในนิตยสาร MadameFigaro Thailand

 
 คอลัมภ์ Attitude Chic
 
 
 
เมโทร บูโล โดโด กับชีวิตอันสุนทรีย์ในปารีส... คอลัมภ์ Attitude Chic ใน Madame Figaro Thailand ฉบับพฤษภาคมค้า
ฉบับนี้พูดถึงการเดินทางกลับไปยังปารีส ซึ่งเป็นเสมือนบ้านหลังเก่า 
 การเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นภาพความหลัง  กระตุ้นความทรงจำ  และไปพบเห็นความแปลกใหม่
จากวันนั้นจนถึงวันนี้  ฉันหรือปารีส  ใครกันที่เปลี่ยนไป? 
 แต่สิ่งที่ที่แน่ๆ  ปารีสและฉัน ณ.วันนี้  เราต่างก็กลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันไปเสียแล้ว
 
 
 
On Melancholia, an archaic feeling inherent to someone like me, in April Issue 2013 : on Albrecht Durer, Jean-Paul Sartre and Lars von Trier's Melancholia
"ทุกวันนี้ความรู้สึกว่างเปล่าอันน่าคลื่นเหียนยังคงติดตามตัวฉันเป็นเงาไม่เคยจากไปไหนไกล บางคราว ฉันทนอยู่กับมันได้บ้าง แต่บางคราว ฉันแทบอยากจะผละออกจากร่างกายร่างนี้ ละทิ้งความอึดอัดใจอันแสนทรมานนี้ ในบางคราว มันกลับทำให้ฉันซาบซึ้งใจ เพราะเราจะรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของความสุขที่ได้เคยเกิดขึ้นในชีวิตเราได้อย่างไรเล่าหากเราไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกแปลกแยกและความเดียวดายอันเหลือทน และในอีกหลายคราว ฉันรู้สึกขอบคุณ เพราะงานศิลปะทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ดนตรี ภาพเขียนหรือภาพยนตร์ ล้วนไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีความบ้าคลั่งโหวงเหวงที่มีชื่อว่า Melancholia"
 
 
"Remembrances" my column in March 2013, on Borges, Nepal and memory of people.
 
 

"เมื่อความฝันเล่นแร่แปรธาตุ" คอลัมภ์ Attitude ของ Fayminine
ประจำเดือนพฤศจิกายนใน Madame Figaro
ว่าด้วยหนัง "ชัมบาลา" หนังสือ The Alchimist และความฝันที่หล่นหายไปใ
นระหว่างเส้นทางเดินของชีวิต
 
 
 
 
 
หมายเลขหนึ่งคนใหม่ในฝรั่งเศส, Madame Figaro, July 2012
เลือกตั้งปธน.ฝรั่งเศส เลือกสุภาพสตรีเจ้าของฉายา Rottweiler
 
 

ในท่ามกลาง "เก้าอี้" ว่าง, Madame Figaro June 2012
บทวิจารณ์ละคร "เก้าอี้" ที่ Democrazy Theatre
ดัดแปลงมาจากบทละครแนว absurd "Les Chaises" ของ Ionesco
 
 
 
 
 
เมื่อ"ความเป็นหญิง"รำพึง (When feminity monolgues)April 2012
ว่าด้วยเสียงหัวเราะ คราบน้ำตา หัวใจที่สั่นไหว
บทวิจารณ์ละครเวที Vagina Monologues
 
 
 
 
ผู้หญิงไม่ได้มาจากดาวศุกร์ (Women didn't come from Venus) March 2012
ว่าด้วย "ตำนาน" การเกิดของชายและหญิง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


บทแปล in progress - "เสียงหัวเราะของเมดูซา" เอแลน ซิซู

เสียงหัวเราะแห่งเมดูซา


  ฉันจะกล่าวถึงการเขียนแห่งผู้หญิง ถึงสิ่งที่การเขียนนี้จะทำ ผู้หญิงจำเป็นต้องเขียน ต้องเขียนถึงผู้หญิงและชักนำผู้หญิงทั้งหลายเข้ามาสู่การเขียน ที่ซึ่งพวกเธอได้ถูกกีดกันออกไปด้วยความรุนแรง เป็นความรุนแรงเดียวกับที่พวกเธอถูกกีดกันออกไปจากร่างกายของพวกเธอเอง ด้วยเหตุผลเดียวกัน ด้วยกฎเกณฑ์เดียวกัน ด้วยจุดประสงค์ที่เด็ดขาดเช่นเดียวกัน ผู้หญิงต้องใส่ร่างกายตนเองเข้าไปในตัวบท
 เช่นเดียวกับที่ต้องทำในโลกและในประวัติศาสตร์ ด้วยจังหวะการเคลื่อนไหวของตนเอง
อดีตจะต้องไม่เป็นตัวกำหนดอนาคตอีกต่อไป ฉันไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผลของอดีตยังคงมีอยู่ แต่ฉันปฏิเสธที่จะทำให้อดีตเข้มแข็งขึ้นด้วยการย้ำสิ่งเดิม ฉันปฏิเสธที่จะให้ความคงทนถาวรไม่เปลี่ยนแปลงดังเช่นโชคชะตาแก่อดีต ฉันปฏิเสธที่จะผสมเรื่องทางกายภาพเข้ากับเรื่องทางวัฒนธรรม การมองไปข้างหน้าคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุด
แน่นอนว่าข้อคิดคำนึงเหล่านี้มีตราประทับของยุคเปลี่ยนผ่านซึ่งเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ ยุคซึ่งสิ่งใหม่แยกตัวออกมาจากสิ่งเก่า หรือหากจะกล่าวอย่างตรงประเด็นมากกว่า สิ่งใหม่หญิงแยกตัวออกจากสิ่งเก่าชาย เพราะข้อคิดคำนึงเหล่านี้กำลังก้าวไปข้างหน้า ในท่ามกลางพื้นที่ที่กำลังจะได้รับการค้นพบ  ด้วยเหตุนี้เอง และเนื่องด้วยว่าไม่มีสถานที่ใดที่คำประกาศนี้จะสามารถถือเป็นแหล่งกำเนิดได้ นอกเสียจากผืนดินเก่าแก่และแห้งแล้งแตกระแหง สิ่งที่ฉันพูดนี้จึงมีสองด้านและจุดมุ่งหมายสองอย่าง คือทำลายและทำให้พังพินาศ คาดการณ์ถึงสิ่งที่ไม่ได้ถูกคาดการณ์และมองไปยังเบื้องหน้า
ฉันจึงเขียนสิ่งนี้ ในฐานะผู้หญิง ถึงผู้หญิงทั้งหลาย  ยามฉันกล่าว “ผู้หญิง” ชั้นกำลังพูดถึงผู้หญิงที่ต่อสู้กับผู้ชายตามแบบแผนจารีต และถึงผู้หญิงในฐานะอัตบุคคลที่มีความเป็นสากล ผู้ซึ่งต้องชักนำผู้หญิงด้วยกันสู่การให้ความหมายแก่ผู้หญิง/เส้นทางและสู่ประวัติศาสตร์ของผู้หญิงเอง  อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นเลย เราจำเป็นต้องพูดว่า ณ วันนี้เอง ไม่มีผู้หญิงหนึ่งเดียว ผู้หญิงที่เป็นฉบับ แม้ว่าจะมีความพยายามอันยิ่งใหญ่ที่จะกดทับและต้อนให้พวกอยู่ใน “ความมืด” ซึ่งเขาทั้งหลายพยายามทำให้เธอยอมรับว่ามันคือลักษณะของพวกเธอ  ฉันจะได้พูดถึงสิ่งที่พวกเธอ “มีร่วมกัน” ต่อไป  แต่สิ่งที่ตรึงใจฉันก็คือความรุ่มรวยอันไร้ขอบเขตของคุณลัษณะเฉพาะของพวกเธอ เราไม่สามารถกล่าวถึงเพศวิถีของอิสตรีหนึ่งเดียว อันเป็นเอกรูป มีความเป็นเนื้อเดียว มีเส้นทางเดียวอันคาดเดาได้ เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถกล่าวได้ว่ามีจิตไร้สำนึกหนึ่งเดียวเหมือนกัน จินตภาพของผู้หญิงไม่มีวันหมด เช่นเดียวกับดนตรี ภาพเขียน การประพันธ์ ภาพจินตนาการของเธอถั่งโถมได้อย่างน่าประหลาดใจ มากกว่าหนึ่งหนที่ฉันอัศจรรย์ใจกับสิ่งที่ผู้หญิงบรรยายให้ฉันฟังถึงโลกที่เธอสร้างขึ้นเพื่อตัวเธอเองอย่างลับๆตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ โลกแห่งการค้นหา โลกแห่งการก่อร่างองค์ความรู้จากการทดลองโดยอัตโนมัติกับกลไกการทำงานของร่างกาย โลกแห่งการตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาและอย่างกระตือรือร้นต่ออารมณ์เร้าทางเพศ  ด้วยความรุ่มรวยแห่งการสรรค์สร้างอย่างมหัศจรรย์ กิจกรรมนี้ โดยเฉพาะการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองนั้น ดำเนินไปหรือขนาบข้างไปกับการรังสรรค์ รูปสัญฐาน เป็นกิจการเชิงสุนทรียศาสตร์อันแท้จริง แต่ละห้วงเวลาแห่งความหฤหรรษ์ได้จารึกมโนภาพแห่งเสียง นับเป็น การรจเรข อย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่สวยงาม ความงามจะต้องไม่เป็นสิ่งต้องห้ามอีกต่อไป ฉันจึงประสงค์ให้ผู้หญิงได้เขียนและประกาศก้องถึงอาณาเขตอันเป็นเอกลักษณ์นี้  และเพื่อให้ผู้หญิงคนอื่นๆ หญิงเหนือหัวคนอื่นๆที่ยังเขินอายได้ตะโกนประกาศก้องออกมาบ้าง ฉันจึงต้องลงมือรจนาด้วยตนเองเช่นกัน ความปรารถนาของฉันได้สรรค์สร้างความปราราถนาอื่นตามมา ร่างกายของฉันได้รู้จักกับทำนองเพลงที่ไม่มีใครได้ยิน ฉันเองก็เช่นกัน นับครั้งไม่ถ้วนที่ได้เคยสัมผัสกับความรู้สึกล้นเต็มจนแทบจะระเบิด จากการถาโถมของกระแสธารอันเจิดจรัส ของรูปสัญฐานที่งดงามยิ่งกว่ารูปสัณฐานใดๆที่ถูกนำมาใส่กรอบขายแลกเศษสตางค์ และฉันเองก็เช่นกัน ฉันไม่ได้เอิ่นเอ่ยถึงมัน ฉันไม่ได้นำมันออกมาแสดง ฉันไม่ได้ปริปากพูด ฉันไม่ได้ระบายสีให้กับโลกอีกครึ่งหนึ่งของฉันเอง เพราะฉันรู้สึกผิด ฉันกลัวและฉันก็ขยอกกลืนความละอายและความกลัวของตนเอง ฉันบอกกับตัวเองว่า “แกมันบ้าไปแล้ว!”  ภาวะพุ่งพล่าน ท่วมทะลัก ลอยล่องเหล่านี้คืออะไรกันหนอ? มีผู้หญิงคนใดบ้างเล่าซึ่งเคยเดือดพล่านและสัมผัสกับภาวะไร้จุดสิ้นสุดแล้วจะไม่เคย ละอายใจกับพลังอำนาจนี้ของตนเอง ในขณะที่เธอนั้นถูกกดข่มให้อยู่ในความไร้เดียงสาของเธอ ถูกอำนาจแห่งสถาบันบุพการี อำนาจแห่งสถาบันสมรสและอำนาจแห่งภาวะลึงค์และภาษาเป็นศูนย์กลางเหนี่ยวรั้งขืนใจไว้ในความมืดบอดและการดูหมิ่นตนเอง ? มีผู้หญิงคนใดบ้างเล่าจะไม่ถูกประฌามว่าเป็นปีศาจร้าย ในขณะที่เธอนั้นประหลาดใจและตกใจกลัวกับความไร้ระเบียบที่เต็มไปด้วยจินตนาการจากแรงขับเคลื่อนของตนเอง (เพราะพวกเธอถูกทำให้เชื่อว่ากุลสตรีอันเป็นปกติคือผู้หญิงที่นิ่งเฉย... แบบเทพเจ้า) ? มีผู้หญิงคนใดบ้างเล่าที่ทันทีที่รู้สึกถึงความปั่นป่วนจากความต้องการอันแสนจะประหลาด (ที่จะขับร้อง ขีดเขียน ปริปากพูด สิ่งเหล่านี้ล้วนคือความต้องการที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่) จะไม่ทึกทักเอาว่าตนเองป่วย ? แท้จริงนั้น โรคร้ายอันน่าละอายของเธอคือการที่เธอต่อต้านขัดขืนความตาย คือการที่เธอทำให้เกิดความลำบากยุ่งยาก
หากเป็นเช่นนั้น ทำไมเธอจึงไม่เขียนมันออกมาเล่า? จงเขียน ! การประพันธ์เป็นของเธอ เธอเป็นของเธอเอง ร่างกายของเธอเป็นของเธอ จงคว้ามันไว้ ฉันเข้าใจดีว่าทำไมเธอจึงไม่เขียน (และเพราะอะไรฉันเองไม่หยิบปากกาขึ้นมาก่อนอายุยี่สิบเจ็ดปี) เพราะว่าการประพันธ์เป็นทั้งเรื่องที่สูงส่งและเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับเธอ การประพันธ์เป็นเรื่องของผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น หมายถึง “รัฐ-บุรุษ” นี่เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระทั้งเพ แท้จริงแล้ว เธอเองก็เคยขีดเขียนมาบ้าง อย่างลับๆ และนี่ไม่ได้เป็นเรื่องดีเลย แต่เพราะการเขียนของเธอเกิดขึ้นอย่างลับๆ และเพราะเธอลงโทษตัวเธอเองเพราะเธอเขียน เพราะเธอไม่ทำให้ถึงที่สุด หรือไม่ก็เพราะเธอห้ามตนเองไม่ให้เขียนไม่ได้ เหมือนกับที่เธอสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองอย่างลับๆ ไม่ใช่เพื่อจะไปให้ไกลกว่าเดิม แต่เพื่อลดทอนความตึงเครียดลง ให้มันลดลงบ้างเพื่อที่ว่าสิ่งที่ล้นเกินจะได้หยุดทรมานเธอ

บทแปล in progress "สังคมมหรสพ" - กี เดอบอร์ 2510 (La société du spectacle - Guy Debord 1967)

I. เมื่อการแบ่งแยกสิ้นสุด

1 ในสังคมที่ซึ่งเงื่อนไขการผลิตแบบสมัยใหม่เป็นผู้ปกครอง ชีวิตทั้งหลายปรากฏตัวดังการทับถมอันมหาศาลของมหรสพ  ประสบการณ์การใช้ชีวิตทางตรงได้ถอยห่างออกไปภายใต้ร่มเงาของการเสนอภาพแทน

2 ภาพซึ่งแยกแตกออกมาจากแง่มุมแต่ละแง่มุมของชีวิตผสานรวมในกระแสกลางของความเป็นไป ภายในกระแสนี้ ความเป็นเอกภาพของชีวิตเลือนหายไป ความจริงซึุ่งถูกนำมาพิจารณาเพียงบางส่วน คลี่ตัวออกในความเป็นเอกภาพของมั ในนามของโลกเสมือนซึ่งเป็นเอกเทศ กลายมาเป็นวัตถุแห่งการเพ่งพินิจ ภาพของโลกได้ถูกทำให้มีความเฉพาะทางในโลกของภาพซึ่งมีความเป็นเอกเทศ ที่ซึ่งนักต้มตุ๋มหลอกตัวเอง  โดยลักษณะทั่วไป มหรสพเป็นการเคลื่อนไหวเอกเทศของสิ่งซึ่งไร้ชีวิต เป็นดังการพลิกกลับที่เป็นรูปเป็นร่างของชีวิต

"หนังสือวันเด็กแห่งชาติ : การเมืองเรื่องเด็กๆ"


ในปีพ.ศ. 2498 นายวี เอ็ม กุล ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติได้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น "เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก และเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ" งานวันเด็กแห่งชาติจึงได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปีนั้นภายใต้รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

นับแต่นั้นมา "วันเด็กเพื่อเด็ก" ได้ผ่านการดัดแปลงและปรุงรสเสียใหม่ ทั้งกรอบคิดและวิธีปฏิบัติที่แตกต่างตามอุดมการณ์ความเชื่อของรัฐในแต่ละยุคสมัย จวบจนปัจจุบัน งานวันเด็กถูกทำให้เป็นหนึ่งใน "ภารกิจ" หลักของภาครัฐ โดยดึงและผนวกเด็กและเยาวชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ "ผู้เล่น" ทางการเมืองอย่างเต็มตัว

วันเด็กแห่งชาติคือวันที่รัฐไทยประกอบพิธีศีลจุ่มรับเด็กๆ เข้าเป็นสาวกลัทธิ "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์" โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านสถาบันหรือสื่อกลางใดๆ

แต่ละปี หน่วยงานต่างๆ ต้องระดมทั้งกำลังพลและกำลังสมองในการจัดกิจกรรมหลากหลาย รวมถึงการผลิตประดิษฐกรรมทางความคิดที่แยบยล ไม่ว่าจะเป็น เพลงเพื่อเด็ก คำขวัญวันเด็ก รวมถึง หนังสือวันเด็กแห่งชาติ

"หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นโดยคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เป็นหนังสือที่ระลึกในวันเด็กแห่งชาติของทุกปี และจัดจำหน่ายผ่านช่องทางของกระทรวงศึกษาธิการไปยังโรงเรียนในกำกับทุกโรงเรียน

"เด็กของเรา" เป็น "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" ฉบับแรกซึ่งพิมพ์ขึ้นในปีพ.ศ. 2502 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ "เผยแพร่ความรู้แก่ผู้ใหญ่ในการอบรมเด็ก มีเจตนาให้ผู้ใหญ่เข้าถึงธรรมชาติของเด็ก มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์และผู้มีหน้าที่ดูแลเด็ก" เนื้อหาในเล่มนี้จึงมีลักษณะทางการแพทย์ค่อนข้างสูงและมีกลุ่มเป้าหมายคือ "ผู้ใหญ่" ไม่ใช่ "เด็ก"

ในปีต่อๆ มา ได้มีการปรับปรุงและเพิ่มเติมจุดมุ่งหมายในการจัดทำหนังสือฯ"เพื่อให้เด็กได้รับสาระความรู้และความเพลิดเพลินจากการอ่าน มีความภาคภูมิใจต่อตนเอง เห็นความสำคัญของวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งสังคมและประเทศชาติให้ความสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมเด็กและเยาวชนของไทย โดยการอบรมบ่มเพาะขัดเกลาเด็กไทยให้มีนิสัยและคุณลักษณะที่ดีงามประจำตน ได้แก่ มีวินัย ใฝ่รู้ใฝ่เรียน รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ และปลูกฝังให้รักและยึดมั่นในชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์"

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขจุดมุ่งหมายโดยให้ความสำคัญกับ "เด็ก" มากขึ้น หากพิจารณาอย่างแท้จริงแล้ว เราจะมองเห็นว่า สำหรับรัฐไทย กรอบคิดว่าด้วยเรื่อง "เด็ก" ที่เป็นฐานรองรับกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติทั้งหลาย รวมถึง "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" ด้วยนั้น มิได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด หากแต่มีความคงเส้นคงวาไม่ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลยเกือบ 50 ปี และไม่ว่าเราจะเปลี่ยนระบอบการปกครองจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตยแบบขาดๆ เกินๆ ก็ตาม

ตรงข้ามกับความเชื่อและการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ว่าวันเด็กคือ "วันเพื่อเด็ก" เราไม่ได้จัดงานวันเด็กให้กับ "เด็ก" ในฐานะที่พวกเขาเป็นปัจเจกบุคคลคนหนึ่งในสังคมที่มีความต้องการของตนเองที่ซับซ้อนและหลากหลาย หรือในฐานะที่พวกเขาเป็น "เด็ก" ณ เวลา "ปัจจุบัน"

แต่เราจัดงานวันเด็กให้กับ "เด็ก" ในฐานะที่พวกเขา "จะ" กลายเป็น "ผู้ใหญ่" ใน "อนาคต", เราไม่ได้สนใจเด็กในฐานะที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในสภาพที่เป็น "เด็ก" แต่เราสนใจพวกเขาในฐานะที่พวกเขา "จะ" เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก้อนทางการเมืองที่เรียกว่า "ราษฎรไทย" ในอนาคต

และเมื่อเราเริ่มต้นจากกรอบคิดเช่นนี้ เราก็จะไม่สนใจอย่างแท้จริงที่จะรับรู้ความต้องการหรือข้อเรียกร้องใดๆ ของพวกเขา แต่เราจะยัดเยียดความต้องการและข้อเรียกร้องของ "ผู้ใหญ่" ให้กับพวกเขา

ดังนั้น ในโอกาสวันเด็กของทุกปี เราก็จะได้ยิน ได้เห็นและได้อ่านข้อเรียกร้องจากผู้ใหญ่ว่า เด็กควรจะเป็นอย่างไร ควรจะยึดมั่นในสิ่งใด ควรเชื่อสิ่งใด ควรถูก "ปลูกฝัง" อะไร

แท้จริงแล้วนั้น เราไม่เคยเคารพในสิทธิความเป็นเด็ก ราวกับว่าไม่เคยมี "เด็ก" อยู่ในกิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้นใน "วันเด็ก"

ดังนั้น เช่นเดียวกับกิจกรรมต่างๆ ในวันเด็ก เนื้อหาที่ปรากฎอยู่ใน "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" ไม่ว่าจะเป็นบทความ เรื่องสั้น สารคดี การ์ตูนและบทกลอนต่างๆ จึงสะท้อนกรอบคิดนี้อย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากนี้ ยังผนวกรวมแนวคิดเรื่องการ "ปลูกฝัง" ให้เชื่อและยึดมั่นในชุดความคิดทางการเมือง จารีตและศีลธรรมชุดหนึ่งเพียงชุดเดียว

มโนทัศน์ทางสังคมและศีลธรรมที่ถูกถ่ายทอดไปสู่เด็กเป็นมโนทัศน์ที่แน่นิ่งอยู่กับที่ ขาดความเข้าใจในสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนและตัดขาดจากบริบทร่วมสมัย เป็นภาพอุดมคติโรแมนติกแนวโหยหาอดีตที่สวยหรู แต่ละเลยข้อเท็จจริงทางประสบการณ์ของตัวเด็กเองที่หลากหลายและซับซ้อน

เด็กไทยในวันนี้เติบโตขึ้นท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจและการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและเหลื่อมล้ำ พ่อแม่เลี้ยงดูพวกเขาภายใต้โครงสร้างทางสังคมที่ความยุติธรรมไม่ได้มีให้กับทุกคนเท่าๆ กัน การทำสังคมสงเคราะห์หรือการทำความดีอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่เหนือปัจเจกชนธรรมดา

ในแง่นี้ "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือเล่มแรกๆ ในประสบการณ์การอ่านของพวกเขาควรจะมีหน้าที่ในการติดอาวุธทางปัญญาให้กับเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาอย่างรู้เท่าทันสภาพสังคมที่วุ่นวายและไม่สวยหรู ให้พวกเขามีทักษะในการรับมือกับความไม่สมบูรณ์แบบของสังคมการเมือง และสร้างทัศนคติที่เปิดกว้างอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่าง

หาก "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" นี้ไม่สามารถปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเด็กไทยในปีพ.ศ. 2554 ได้ หนังสือชุดนี้ก็จะเป็นได้เพียงแค่ "หนังสือเทศนาสั่งสอนคติธรรม" อันคับแคบและไร้จินตนาการ เพื่อนำขึ้นประดับหิ้งให้เป็น "มรดก" ทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า หรือเป็นได้เพียงแค่ตำราอาขยานเพื่อท่องจำ เฉกเช่น "คำขวัญวันเด็ก" ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเด็กทุกคนจำได้ขึ้นใจ (เพื่อเป็นประโยชน์ในการสอบปลายภาค) แต่ไม่มีใครเข้าใจและรับรู้ความหมายอย่างแท้จริง ทั้งยังไม่สามารถปฎิบัติได้ในความเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เพราะกรอบทางความคิดและกลไกทางกฎหมายที่คับแคบของสังคมไทยบีบรัดให้ผู้ใหญ่เหล่านี้ต้องคงสภาพความเป็นเด็กที่จำต้องเชื่อฟังผู้ปกครอง เป็นลูกแกะที่เดินตามก้นกันไปภายในคอกใหญ่คอกเดียวกัน

ในความเป็นจริงนั้น "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" นี้ นอกเหนือจากการเป็นผลงานชั้นยอดของหน่วยงานภาครัฐในการสร้างความชอบธรรมให้กับการของบประมาณในแต่ละปีแล้ว ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญใน "กระบวนการสร้างวาทกรรม" ชุดหนึ่งเพื่อใช้ในการโอบอุ้มโครงสร้างทางสังคมการเมืองที่เป็นอยู่ (status quo)

การพยายามปลูกฝังอุดมการณ์ด้วยการผูกขาดพื้นที่ทางความคิด ผ่านช่องทางและกลไกต่างๆ ของรัฐ เป็นสิ่งที่ไม่แปลกประหลาดใดๆ เพราะดูเหมือนว่ารัฐไทยไม่สามารถทำสิ่งที่สร้างสรรค์และก้าวหน้าได้ แต่สิ่งที่น่าเศร้าใจที่สุดคือ ในโอกาสวันเด็กนี้ วันที่ควรจะมีเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง (empower) ให้กับจินตนาการและความสร้างสรรค์ของเด็ก "การอ่านในวัยเยาว์" ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญทางปัญญา เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ควรจะต้องนำไปสู่การตั้งคำถาม การสั่นสะเทือนความเชื่อและการวิพากษ์วิจารณ์นั้น อาจจะกลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างทั้งตัว "การอ่าน" เองและตัว "เด็กไทย" เอง โดยที่ผู้กระทำ ซึ่งคือพ่อแม่และรัฐ จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามที

เผยแพร่ครั้งแรกในเวปไซต์มติชนออนไลน์ วันที่ 8 มกราคม 2554 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1294434025&grpid=&catid=02&subcatid=0207

Travel Writings on Indochina

I've been collecting a collection of travel writings on Indochina at the fin de siècle: Morice Docteur, 'Voyage en Cochinchine',...