เสวนา "เล่า ลอก พิมพ์ โหลด : การเดินทางอันยาวนานของกิจกรรมการอ่าน"


"ตัวอักษรเป็นสิ่งสะท้อนเวลาว่าง" 

"การอ่านบนอินเตอร์เน็ต คือประชาธิปไตย"  

"เราเป็นสิ่งที่เราอ่าน"

 หรือ "โชคดีที่สังคมเรา ผู้มีอำนาจไม่อ่านหนังสือ"


      และอีกหลากหลายถ้อยคำจากการคุยกันของ 3 นักคิดนักเขียน: ภาณุ ตรัยเวช, วันรัก สุวรรณวัฒนา และบรรณาธิการซีไรต์หนังสือ "ไม่มีหญิงสาวในบทกวี" กิตติพล สรัคคานนท์ ในหัวข้อเสวนา "มุขปาฐะ คัดลอก การพิมพ์ การโหลด : เหลียวมองการเดินทางอันยาวนานของกิจกรรมการอ่าน"  ซึ่งจัดโดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต ร่วมกับ สยามอินเทลลิเจนซ์  ณ ร้านหนังสือก็องดิด สี่แยกคอกวัว

และนี่คือส่วนหนึ่งที่เราเก็บตกมาจากการเสวนาแบบกันเองๆ ในบ่ายวันอาทิตย์
(5 มิ.ย.) ที่ผ่านมา



"เราได้เข้ามาสู่ยุคแห่งอุดมคติของการอ่านรึเปล่า" -กิตติพล สรัคคานนท์


กิตติพลชวนคุยถึงประวัติศาสตร์ของการอ่านว่า เราอาจแบ่งวัฒนธรรมการอ่านคร่าวๆออกเป็น 4 ยุคด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ยุคมุขปาฐะ ซึ่งเป็นยุคที่ถ้อยคำถูกสื่อสารผ่านการจำและการเล่าปากต่อปาก อีกทั้งถ้อยคำเหล่านี้ก็มักจะคลาดเคลื่อนไปตามแต่ผู้เล่า ยุคต่อมาคือยุคแห่งการคัดลอก  ซึ่งได้ครอบครองพื้นที่ของการอ่านและการฟังมาก่อนที่วัฒนธรรมการพิมพ์จะเริ่มต้น เฉกเช่นเดียวกับ "ตัวบท" ที่ปรากฏอยู่บนจอคอมพิวเตอร์หรือบน "แท็บเล็ต" ในปัจจุบัน ซึ่งก็ไดัเคยถูกบรรจุอยู่ในม้วนกระดาษมาก่อน  

ต่อมาคือ ยุคแห่งการพิมพ์ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 14 ก่อนจะกลายมาเป็นอุตสาหกรรมหนังสือและตลาดหนังสือในปัจจุบันที่มีทั้งคนขายและตัวแทนจำหน่ายหนังสือ และสิ่งที่สำคัญคือ "หนังสือจะไปไม่ถึงมือนักอ่านคนไหนเลยหากปราศจากผู้จำหน่าย และการได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจ" ในยุคที่สี่คือยุคดิจิตอล ซึ่งผู้เขียนและผู้พิมพ์เป็นคนๆเดียวกัน  และนี่จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า "เราได้เข้ามาสู่ยุคของอุดมคติแห่งตัวอักษรรึเปล่า" เพราะเราได้มาถึงยุคที่เราสามารถสร้าง เผยแพร่ กำหนด หรือค้นหาผู้อ่านเองได้




"ในการอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่ม เราจะมีช่วงเวลาของการคิดคำนึง" -วันรัก สุวรรณวัฒนา


 "ยุคดิจิตอลที่คุณบอกว่าคนอ่านหนังสือน้อยลงนั้นจริงหรือ?" วันรักตั้งคำถาม ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า จริงๆแล้ว รูปแบบการอ่านในประวัติศาสตร์มีหลากหลาย เช่นในสมัยโบราณมีมุขปาฐะ การอ่านออกเสียง กระทั่งมาถึงยุคของการอ่านเงียบ หรือการอ่านในใจของคนในยุคปัจจุบัน ดังนั้น การกำหนดว่าอะไรคือการอ่านหรืออะไรที่ไม่ควรถูกนับว่าเป็นการอ่านนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร สุดท้ายแล้ว การพูดว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 7 บรรทัดนั้น แปลได้ไหมว่า การอ่านของคุณอาจไม่ได้เป็นอ่านตามขนบ คุณไม่ได้อ่าน "แบบทางการ" หรือเปล่า เราจะนับการอ่านเว็บไซต์ อ่านบล็อก หรือแม้กระทั่งการอ่านสเตตัสบนเฟสบุ๊กว่าเป็นการอ่านรึเปล่า

อีกประเด็นหนึ่งคือ หนังสือรูปแบบต่างๆไม่ได้เป็นแค่ "สื่อ" เท่านั้น หากแต่ตัวมันเองก็เป็น "สาร" (message) ด้วย เนื่องจาก"รูปแบบ"มีส่วนกำหนดกระบวนการคิดในระหว่างนั้น (thinking in process) ของเรา เธอกล่าวต่อไปว่า "ในการอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่ม เราจะมีช่วงเวลาของการคิดคำนึง แต่ในโลกแห่งอินเตอร์เน็ตที่มีข้อมูลถาโถม มันทำให้เราเสียสมาธิ หรือมีเวลาให้กับการใคร่ครวญน้อยลง" ปัจจุบันนี้มนุษย์ถูกกำหนดให้ต้องทำหลายกิจกรรมในเวลาเดียวกัน และแต่ละกิจกรรมนั้นก็เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้น้อย เราถูกกระตุ้นให้มีปฏิสัมพันธ์กับมันตลอดเวลา คำถามที่สำคัญคือ สิ่งนี้มันทำไปสู่ความคิดที่เปลี่ยนไปอย่างไร

วันรักย้อนกลับมาพูดถึงยุคแรกเริ่มของการส่งผ่านถ้อยคำ ซึ่งเป็นยุคแห่งมุขปาฐะว่า ในยุคนั้น การส่งผ่านความคิดหรือถ้อยคำเป็นพื้นที่ของสาธารณะ การฟังมุขปาฐะในสมัยก่อนไม่เหมือนกับการที่คนดูละครสมัยนี้ เมื่อก่อน คนฟังจะมีส่วนร่วมด้วย คนฟังจะด่า โห่ร้อง หรือเสนอความเห็น  ในสมัยนั้นความรู้ไม่ใช่เรื่องของคนๆเดียว แต่ว่าพอมาถึงยุคของการอ่านซึ่งเกิดขึ้นภายในหัวของเราเอง หรือ "การอ่านที่เดียวดาย" การอ่านได้กลายมาเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่นับจากการมาถึงของยุคดิจิตอล ซึ่งมีการแชร์ข้อมูล มีการ "เม้นท์"  การ"ไลค์" ฯลฯ เหล่านี้ก็เหมือนกับการที่เรากลับไปสู่ยุคซึ่งกิจกรรมการอ่านเป็นกิจกรรมทางสังคมเช่นเดียวกับในยุคมุขปาฐะหรือเปล่า



"ผ้าคลุมล่องหน"กับอัตลักษณ์บนอินเตอร์เน็ต  -ภาณุ ตรัยเวช


ภาณุกล่าวว่า เมื่อก่อนที่ยังไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเฟสบุ๊ค คนใช้อินเตอร์เน็ตจะเข้าไปในเว็บบอร์ด และการที่เราเข้าไปในเว็บบอร์ดนี้ทำให้เรารู้สึกว่ามี "Cloak of Invisibility" หรือ "ผ้าคลุมล่องหน" เราจะทำตัวนิรนาม เราจะใช้ชื่อปลอมในเว็บบอร์ด และเราจะทำตัว "เกรียน" ยังไงก็ได้

แต่พอมาในยุคของเฟสบุ๊ค ไม่มีใครที่ล่องหนจริงๆบนเฟสบุ๊คอีกแล้ว เพราะเว็บไซต์อย่างเฟสบุ๊คอนุญาตเราสืบสาวไปถึงเจ้าของโพสต์ต่างๆได้ง่าย ฉะนั้นจึงนำมาสู่คำถามที่ว่า แล้วอัตลักษณ์คืออะไร เคยมีนักปรัชญาคนหนึ่งกล่าวว่า "การแสดงออกของคุณนั้นแหละ คือสิ่งที่กำหนดอัตลักษณ์ของคุณเองขึ้นมา" ดังนั้นเราจะพูดได้ไหมว่าในยุคอินเตอร์เน็ต การที่เราไปเขียนสเตตัส ไปโพสต์ข้อมูล หรือการที่เราเข้าไปอ่านหรือไปเขียนคอมเมนท์บนสเตตัสคนอื่นของคนอื่นนั่นแหละ คือการสร้างอัตลักษณ์ของตัวเราเอง


ชวนฟังนักอ่านคุยกัน...

กิตติพล สรัคคานนท์                                                             




วันรัก สุวรรณวัฒนา






เผยแพร่ในเวปมติชนออนไลน์ วันที่ 7 มิถุนายน 2554 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307357742&grpid=01&catid=&subcatid=

กรณีแม่ชีทศพร : ว่าด้วยการผูกขาดครอบงำทางวัฒนธรรม


ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา วีดีโอ “แก้กรรม” ของแม่ชีทศพร เทวาพิทักษ์ หรือแม่ชีใหญ่ซึ่งเผยแพร่ในเวปไซต์ยูทูปได้กลายมาเป็นประเด็นการถกเถียงที่ร้อนแรงประเด็นหนึ่งในเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟสบุ๊ค จนทำให้เกิดแฟนเพจล้อเลียนแม่ชีทศพรชื่อว่า “แม่ชี นะลูกนะ” ซึ่งมีสมาชิกจำนวนกว่าพันคน

เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา คำ ผกา นักคิดนักเขียนชื่อดังได้หยิบประเด็นการแก้กรรมของแม่ชีทศพรมาวิเคราะห์และวิพากษ์ในรายการ “คิดเล่นเห็นต่าง กับ คำ ผกา” ซึ่งเผยแพร่เป็นประจำทุกวันอาทิตย์ทางช่องเคเบิลทีวี Voice TV (ดูวีดีโอย้อนหลังได้ที่http://shows.voicetv.co.th/kid-len-hen-tang/7900.html)
และล่าสุด เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เดินทางไปวัดพิชยญาติการาม เพื่อขอเข้าพบพระพรหมโมลี เจ้าอาวาสและกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง และได้พบกับแม่ชีทศพร จึงได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1303911878&grpid=&catid=19&subcatid=1904) ในเย็นวันเดียวกันนี้เอง รายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ช่วง “สรยุทธ์ เจาะข่าวเด่น” รมว.วธ. ได้รับเชิญมาชี้แจ้งท่าทีของกระทรวงวัฒนธรรมต่อกรณี “แก้กรรมแบบพิศดาร” (ดูวีดีโอย้อนหลังได้ที่http://www.youtube.com/watch?v=GJK1xMtti-s&feature=player_embedded#at=634) จนนำมาซึ่งการกดดันและการใช้มาตรการต่างๆ (ทั้งโดยตรงผ่านกฎหมายและโดยอ้อมผ่านผู้บังคับบังชา) เพื่อจัดการกับแม่ชีทศพรโดยศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1303999145&grpid=00&catid=&subcatid=)


การผูกขาดครอบงำทางวัฒนธรรมผ่านกลไกอำนาจรัฐ
ปรากฏการณ์วิวาทะแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่สังคมเสมือนจริงไปจนถึงพื้นที่สื่อสารมวลชนนี้ นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจต่อพัฒนาการทางความคิดของสังคมไทย เพราะแสดงให้เห็นถึงการเริ่มเปิดกว้างสู่การวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นอ่อนไหวทั้งหลายในสังคม (ในกรณีนี้คือ ความเชื่อทางศาสนา) เห็นได้จากข้อเสนอของ คำ ผกา ในตอนท้ายรายการที่ชักชวนให้ผู้ชมเห็นต่างและร่วมถกเถียง โดยเน้นย้ำว่าการวิพากษ์ของเธอไม่ได้ต้องการตัดสินคุณค่าดี/เลวให้กับความเชื่อเรื่องสแกนกรรม แต่เป็นการชี้ให้เห็นถึงที่มาที่ไปของ “กรอบคิด” ซึ่งแฝงอยู่เบื้องหลังการแก้กรรมของแม่ชี อันเต็มไปด้วยอคติทางเพศและมายาคติทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ถึงที่สุดแล้ว การสแกนกรรมของแม่ชีนับเป็นกรณีตัวอย่าง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการผูกขาดองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมผ่านกระบวนการกล่อมเกลาและปลูกฝังโดยระบบการศึกษาและจารีตประเพณีของทางการมาเป็นเวลาเนิ่นนาน
อาจกล่าวได้ว่า “วัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์” ที่เกิดขึ้นจาก “กรณีแม่ชีทศพร” นี้เป็นสิ่งที่สังคมต้องการอย่างมากในยุคเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและวัฒนธรรมซึ่งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะสังสรรค์ของความคิดความเชื่อหลักของคนในสังคม อันจะนำไปสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนทัศน์อย่างถอนรากถอนโคนในไม่ช้าอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี การแสดงบทบาทและท่าที ตลอดจนการทยอยออกมาตรการต่างๆ ของกระทรวงวัฒนธรรม ผ่านรัฐมนตรีเจ้าประจำกระทรวงและศูนย์เฝ้าจับระวังทางวัฒนธรรมนั้นสวนทางกับวัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์นี้อย่างมีนัยสำคัญ
ดังที่ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) ได้กล่าวในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ว่า “เราต้องกลับไปที่หลักของพระพุทธศาสนา เรารู้ว่ามนุษย์สามารถแยกแยะความผิดความถูกได้ ความดีความเลวได้ ถ้าสิ่งที่เราทำนั้นหลักศาสนาพุทธบอกว่าเป็นความชั่ว เป็นอกุศลกรรมก็อย่าไปทำ แต่ถ้าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นความดี เราก็ต้องทำดียิ่งๆ ขึ้นไป หลักมันอยู่ตรงนั้นเอง”
โดยการอ้าง “หลักที่แท้จริงของศาสนา” รมว.วธ. ได้สถาปนาหน่วยงานของตนเป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตีความศาสนาพุทธ และในขณะเดียวกัน ในฐานะหน่วยงานของรัฐ กระทรวงวัฒนธรรมได้ใช้กลไกอำนาจทั้งหมดที่อยู่ในมือ “เซ็นเซอร์” บุคคลใดๆ ที่แสดงออกซึ่งรสนิยมและแนวทางความเชื่อที่แตกต่างไปจากการตีความศาสนาของตนด้วยวิธีการเผด็จการนิยม ไม่ว่าจะเป็นการชงเรื่องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งล่าสุดได้ถอดถอนวีดีโอในยูทูปทั้งหมด และข่มขู่จะดำเนินการกับผู้ที่ทำการเผยแพร่คลิปตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือการใช้วิธีการ “มาเฟีย” คุกคามสถานะของแม่ชีทศพรผ่านผู้บังคับบังชาคือพระพรหมโมลีเจ้าอาวาสนั่นเอง
นอกจากนี้ โดยยังไม่ต้องเข้าไปถกเถียงประเด็นการตีความ “พุทธปรัชญา” เป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่า การอุปโลกน์ “ความดี/เลว” ให้เป็น “หลักของพระพุทธศาสนา” ตามความเข้าใจของ รมว.วธ. นี้ แท้จริงกำลังจะสับสนระหว่าง “หลักพุทธศาสนา” (หรือพุทธปรัชญา ซึ่งเป็นแนวทางสู่ “อิสรภาพ” ทางจิตวิญญาณ) กับ “หลักศีลธรรม” (ซึ่งเป็น “กฎเกณฑ์” แนวปฏิบัติทางโลกอันเกิดขึ้นจากฉันทามติของคนในสังคมเดียวกัน) เสียด้วยซ้ำ
เนื้อหาและแนวทางของแม่ชีนั้นดีไม่ดี ถูกผิด เหมาะสมหรือไม่อย่างไร คงจะเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องร่วมกันพูดคุยถกเถียง (ต้องไม่ลืมว่าแม่ชีเองก็มีลูกศิษย์ลูกหาหลายพันคน) และกระทรวงวัฒนธรรมก็มีความชอบธรรมในการที่จะออกมาแสดงจุดยืนและท่าทีของตนได้ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีการ “อำนาจนิยม” ที่กำลังทำอยู่ ซึ่งมุ่งยืนยัน “อำนาจ” ของตนเองผ่าน “บทลงโทษ” มากกว่าจะเปิดกว้างสู่ “วัฒนธรรมการวิพากษ์” เพื่อสร้างปัญญาให้กับสังคมอย่างแท้จริง
นี่สะท้อนปัญหาในเชิงกรอบคิดอันเป็นปัญหาเรื้อรังของกระทรวงนี้ กรอบคิดแบบ “ผูกขาดครอบงำเชิงวัฒนธรรม” (cultural hegemony) ได้ถูกสถาปนาให้เป็น “อัตลักษณ์” ประจำกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งทึกทักเอาเองว่าการมีอยู่ของตนไม่สามารถแยกออกจากการ “เฝ้าระวัง” และ “ลงโทษ” ได้
เราต้องการสังคมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ สังคมที่จะเปิดพื้นที่ให้กว้างมากพอสำหรับการต่อรองและการแสดงออกถึงความแตกต่างทางความเชื่อและวัฒนธรรมของกลุ่มคนต่างๆ ไม่ใช่สังคมที่ถูกกำกับโดยองค์กรซึ่งมีแนวคิดฟาสชิสต์ ในนามของ “ความถูกต้อง” หรือ “ความบริสุทธิ์ดีงาม” ทางวัฒนธรรม เพราะแม้แต่ความถูกต้องดีงามที่ถูกสถาปนาเป็นแนวคิดหลักนั้นก็ต้องถูกตรวจสอบและสอบทานได้
และถึงที่สุดแล้ว อาจไม่ใช่แม่ชีทศพรหรือสแกนกรรมใดๆ ที่เป็นภัยอย่างแท้จริงต่อความมั่นคงของพุทธศาสนา (เพราะพุทธศาสนาแบบทางการดำเนินอยู่ควบคู่ไปกับพุทธศาสนาแบบชาวบ้านมาตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว) หากแต่เป็นกระบวนการครอบงำทางวัฒนธรรมที่มีหัวขบวนเป็นองค์กรยักษ์ใหญ่เฉกเช่นกระทรวงวัฒนธรรมต่างหาก เพราะสิ่งที่ท่านทำคือ การปิดกั้นกดทับผู้คนในสังคมไม่ให้พวกเขาได้มี “อิสรภาพ” และ “พื้นที่” ในการแสดงออกซึ่งความเชื่อและความต้องการทางจิตวิญญาณที่หลากหลาย

ผู้หญิงกับพุทธศาสนาของไทย : เมื่อผู้หญิงไม่เคยมีพื้นที่ยืน


ในยุคกลางของยุโรป ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้สถาปนาตนเองเป็น “สถาบัน” (Establishment) ที่มีอำนาจและสถานะทางสังคมการเมืองที่มั่นคงและเบ็ดเสร็จ ประวัติศาสตร์ได้จารึก “กระบวนการล่าพวกนอกรีต” (Inquisition) ซึ่งกระทำโดยพระสงฆ์และคริสต์ศาสนิกชนในนามของความบริสุทธิ์ดีงามของศาสนา และหนึ่งในกลุ่มนอกรีตคือ กลุ่มผู้หญิงซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น “แม่มด”
หากพิจารณาขบวนการแม่มดที่เกิดขึ้นในยุโรปนี้ด้วยมุมมองใหม่ทางประวัติศาสตร์ผนวกกับองค์ความรู้สายสตรีนิยม เราสามารถตีความได้ว่า ในแง่หนึ่ง การมีอยู่ของ “แม่มดหญิง” นี้เป็นความพยายามในการต่อรองกับ “อำนาจ” (ของศาสนจักรและศิลปวิทยาการ ซึ่งก็คือ “องค์ความรู้” ทั้งหลายของมนุษย์) ซึ่งถูกผูกขาดเรื่อยมาโดย “ผู้ชาย” การตั้งชื่อในแง่ลบให้กับกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ว่าเป็น “แม่มด” ตลอดจนการยัดเยียดข้อกล่าวหา “นอกรีต” ก็แสดงให้เห็นถึงกระบวนการที่ “สถาบัน” (ผ่านอำนาจชายเป็นใหญ่) จัดการกับการต่อสู้เพื่อจะมี “ที่ยืน” ในสังคมของกลุ่มคนชายขอบไร้อำนาจซึ่งคือ ผู้หญิง
ในแง่นี้ การ “เตือนสติสังคม” ของกระทรวงวัฒนธรรมโดยการผูกขาด “ความถูกต้อง” ของการตีความทางศาสนานี้เป็นการกระทำที่รุนแรงภายใต้กรอบความคิดผู้ชายเป็นใหญ่ ในสังคมที่อำนาจและองค์ความรู้ถูกผูกขาดเรื่อยมาโดยผู้ชาย
การปกป้องศาสนาถูก “เลือกปฏิบัติ” กับแม่ชีทศพร (ซึ่งไม่มีสถานะใดๆ เนื่องจากความเป็นแม่ชีไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสังคมหรือจากองค์กรสงฆ์ไทย ไม่ใช่นักบวช เป็นเพียงแค่ฆราวาสนุ่งขาวห่มขาวที่ถือศีล 8 ธรรมดา) ในขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมไม่เคยมีความจริงใจใดๆที่จะตรวจสอบพระสงฆ์องค์คณะที่มีพฤติกรรมการสอนเข้าข่าย “เบี่ยงเบน” (หากวัดจากบรรทัดฐานทางศีลธรรมของรมว.กธ.) อย่างสำนักธรรมกายหรือแม้กระทั่งพระสงฆ์ในการกำกับดูแลของมหาเถรสมาคมเองก็ตาม
ใช่, วิธีคิดและชุดคำสอนของแม่ชีมีปัญหาอย่างแน่นอน แต่การเกิดขึ้นและมีอยู่ของแม่ชีเป็นผลพวงจากส่วนเกิน (excess) ที่สังคมนี้ผลิตขึ้นมาเอง ผ่านกระบวนการครอบงำและกดขี่ทางวัฒนธรรมที่ดำเนินมาช้านานซึ่งไม่เคยมี “พื้นที่” ให้กับผู้หญิงอย่างจริงจัง
เพราะ ในปริมณฑลของพุทธศาสนาไทย มีผู้หญิงเพียงสองประเภทเท่านั้นที่สามารถมีพื้นที่ยืนอยู่ได้ คือผู้หญิงอย่างแม่ชีศันสนีย์ที่ต้องอ่อนน้อมสยมยอมต่อระบอบชายเป็นใหญ่ หรือฆราวาสหญิงทั้งหลายซึ่งเป็นได้เพียงแค่อุบาสิกาผู้ค้ำจุนทำนุบำรุงศาสนา แต่ “ผู้หญิง” ในฐานะปัจเจกที่มีความเป็นเอกเทศและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะสามารถเข้าถึงนิพพานได้ดังเช่นผู้ชายนั้น พุทธศาสนาไทยไม่เคยรับรองพื้นที่ให้กับพวกเธออย่างเป็นทางการและอย่างเท่าเทียม
ลูกศิษย์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงของแม่ชีอาจไม่ “หลุดพ้น” แต่ภายใต้สถานภาพของผู้หญิงที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ แม่ชีได้ช่วยปลดเปลื้องความทุกข์เฉพาะหน้าของพวกเธอ
ใช่, การตีความพุทธศาสนาและรูปแบบการนำเสนอของแม่ชีอาจหมิ่นเหม่และล่วงละเมิดไม้บรรทัดทางศีลธรรมของกระทรวงวัฒนธรรม แต่แม่ชีทศพรไม่ใช่อาชญากรของรัฐที่จะทำลายความสงบสุขของสังคมไทยดังเช่นที่ รมว.วธ.กล่าวอ้าง
ดังนั้น กรณีแม่ชีทศพรนี้จึงเป็นกรณีที่น่าสนใจและท้าทายต่อสติและวุฒิภาวะของสังคมเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นพื้นที่ของการปะทะต่อสู้ระหว่างความเชื่อแบบทางการกับความเชื่อแบบชาวบ้านแล้ว ในภาพที่กว้างออกไป กรณีนี้ยังชี้ให้เราเห็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนว่าด้วยความไม่เท่าเทียมทางเพศในปริมณฑลของพุทธศาสนาไทยอีกด้วย !
เผยแพร่ครั้งแรก 30 เมษายน 2554 ในมติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1304132661&grpid=no&catid=02ท และในเวปไซต์ประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2011/04/34303

บทแปล in progress - "เสียงหัวเราะของเมดูซา" เอแลน ซิซู

เสียงหัวเราะแห่งเมดูซา


  ฉันจะกล่าวถึงการเขียนแห่งผู้หญิง ถึงสิ่งที่การเขียนนี้จะทำ ผู้หญิงจำเป็นต้องเขียน ต้องเขียนถึงผู้หญิงและชักนำผู้หญิงทั้งหลายเข้ามาสู่การเขียน ที่ซึ่งพวกเธอได้ถูกกีดกันออกไปด้วยความรุนแรง เป็นความรุนแรงเดียวกับที่พวกเธอถูกกีดกันออกไปจากร่างกายของพวกเธอเอง ด้วยเหตุผลเดียวกัน ด้วยกฎเกณฑ์เดียวกัน ด้วยจุดประสงค์ที่เด็ดขาดเช่นเดียวกัน ผู้หญิงต้องใส่ร่างกายตนเองเข้าไปในตัวบท
 เช่นเดียวกับที่ต้องทำในโลกและในประวัติศาสตร์ ด้วยจังหวะการเคลื่อนไหวของตนเอง
อดีตจะต้องไม่เป็นตัวกำหนดอนาคตอีกต่อไป ฉันไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผลของอดีตยังคงมีอยู่ แต่ฉันปฏิเสธที่จะทำให้อดีตเข้มแข็งขึ้นด้วยการย้ำสิ่งเดิม ฉันปฏิเสธที่จะให้ความคงทนถาวรไม่เปลี่ยนแปลงดังเช่นโชคชะตาแก่อดีต ฉันปฏิเสธที่จะผสมเรื่องทางกายภาพเข้ากับเรื่องทางวัฒนธรรม การมองไปข้างหน้าคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุด
แน่นอนว่าข้อคิดคำนึงเหล่านี้มีตราประทับของยุคเปลี่ยนผ่านซึ่งเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ ยุคซึ่งสิ่งใหม่แยกตัวออกมาจากสิ่งเก่า หรือหากจะกล่าวอย่างตรงประเด็นมากกว่า สิ่งใหม่หญิงแยกตัวออกจากสิ่งเก่าชาย เพราะข้อคิดคำนึงเหล่านี้กำลังก้าวไปข้างหน้า ในท่ามกลางพื้นที่ที่กำลังจะได้รับการค้นพบ  ด้วยเหตุนี้เอง และเนื่องด้วยว่าไม่มีสถานที่ใดที่คำประกาศนี้จะสามารถถือเป็นแหล่งกำเนิดได้ นอกเสียจากผืนดินเก่าแก่และแห้งแล้งแตกระแหง สิ่งที่ฉันพูดนี้จึงมีสองด้านและจุดมุ่งหมายสองอย่าง คือทำลายและทำให้พังพินาศ คาดการณ์ถึงสิ่งที่ไม่ได้ถูกคาดการณ์และมองไปยังเบื้องหน้า
ฉันจึงเขียนสิ่งนี้ ในฐานะผู้หญิง ถึงผู้หญิงทั้งหลาย  ยามฉันกล่าว “ผู้หญิง” ชั้นกำลังพูดถึงผู้หญิงที่ต่อสู้กับผู้ชายตามแบบแผนจารีต และถึงผู้หญิงในฐานะอัตบุคคลที่มีความเป็นสากล ผู้ซึ่งต้องชักนำผู้หญิงด้วยกันสู่การให้ความหมายแก่ผู้หญิง/เส้นทางและสู่ประวัติศาสตร์ของผู้หญิงเอง  อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นเลย เราจำเป็นต้องพูดว่า ณ วันนี้เอง ไม่มีผู้หญิงหนึ่งเดียว ผู้หญิงที่เป็นฉบับ แม้ว่าจะมีความพยายามอันยิ่งใหญ่ที่จะกดทับและต้อนให้พวกอยู่ใน “ความมืด” ซึ่งเขาทั้งหลายพยายามทำให้เธอยอมรับว่ามันคือลักษณะของพวกเธอ  ฉันจะได้พูดถึงสิ่งที่พวกเธอ “มีร่วมกัน” ต่อไป  แต่สิ่งที่ตรึงใจฉันก็คือความรุ่มรวยอันไร้ขอบเขตของคุณลัษณะเฉพาะของพวกเธอ เราไม่สามารถกล่าวถึงเพศวิถีของอิสตรีหนึ่งเดียว อันเป็นเอกรูป มีความเป็นเนื้อเดียว มีเส้นทางเดียวอันคาดเดาได้ เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถกล่าวได้ว่ามีจิตไร้สำนึกหนึ่งเดียวเหมือนกัน จินตภาพของผู้หญิงไม่มีวันหมด เช่นเดียวกับดนตรี ภาพเขียน การประพันธ์ ภาพจินตนาการของเธอถั่งโถมได้อย่างน่าประหลาดใจ มากกว่าหนึ่งหนที่ฉันอัศจรรย์ใจกับสิ่งที่ผู้หญิงบรรยายให้ฉันฟังถึงโลกที่เธอสร้างขึ้นเพื่อตัวเธอเองอย่างลับๆตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ โลกแห่งการค้นหา โลกแห่งการก่อร่างองค์ความรู้จากการทดลองโดยอัตโนมัติกับกลไกการทำงานของร่างกาย โลกแห่งการตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาและอย่างกระตือรือร้นต่ออารมณ์เร้าทางเพศ  ด้วยความรุ่มรวยแห่งการสรรค์สร้างอย่างมหัศจรรย์ กิจกรรมนี้ โดยเฉพาะการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองนั้น ดำเนินไปหรือขนาบข้างไปกับการรังสรรค์ รูปสัญฐาน เป็นกิจการเชิงสุนทรียศาสตร์อันแท้จริง แต่ละห้วงเวลาแห่งความหฤหรรษ์ได้จารึกมโนภาพแห่งเสียง นับเป็น การรจเรข อย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่สวยงาม ความงามจะต้องไม่เป็นสิ่งต้องห้ามอีกต่อไป ฉันจึงประสงค์ให้ผู้หญิงได้เขียนและประกาศก้องถึงอาณาเขตอันเป็นเอกลักษณ์นี้  และเพื่อให้ผู้หญิงคนอื่นๆ หญิงเหนือหัวคนอื่นๆที่ยังเขินอายได้ตะโกนประกาศก้องออกมาบ้าง ฉันจึงต้องลงมือรจนาด้วยตนเองเช่นกัน ความปรารถนาของฉันได้สรรค์สร้างความปราราถนาอื่นตามมา ร่างกายของฉันได้รู้จักกับทำนองเพลงที่ไม่มีใครได้ยิน ฉันเองก็เช่นกัน นับครั้งไม่ถ้วนที่ได้เคยสัมผัสกับความรู้สึกล้นเต็มจนแทบจะระเบิด จากการถาโถมของกระแสธารอันเจิดจรัส ของรูปสัญฐานที่งดงามยิ่งกว่ารูปสัณฐานใดๆที่ถูกนำมาใส่กรอบขายแลกเศษสตางค์ และฉันเองก็เช่นกัน ฉันไม่ได้เอิ่นเอ่ยถึงมัน ฉันไม่ได้นำมันออกมาแสดง ฉันไม่ได้ปริปากพูด ฉันไม่ได้ระบายสีให้กับโลกอีกครึ่งหนึ่งของฉันเอง เพราะฉันรู้สึกผิด ฉันกลัวและฉันก็ขยอกกลืนความละอายและความกลัวของตนเอง ฉันบอกกับตัวเองว่า “แกมันบ้าไปแล้ว!”  ภาวะพุ่งพล่าน ท่วมทะลัก ลอยล่องเหล่านี้คืออะไรกันหนอ? มีผู้หญิงคนใดบ้างเล่าซึ่งเคยเดือดพล่านและสัมผัสกับภาวะไร้จุดสิ้นสุดแล้วจะไม่เคย ละอายใจกับพลังอำนาจนี้ของตนเอง ในขณะที่เธอนั้นถูกกดข่มให้อยู่ในความไร้เดียงสาของเธอ ถูกอำนาจแห่งสถาบันบุพการี อำนาจแห่งสถาบันสมรสและอำนาจแห่งภาวะลึงค์และภาษาเป็นศูนย์กลางเหนี่ยวรั้งขืนใจไว้ในความมืดบอดและการดูหมิ่นตนเอง ? มีผู้หญิงคนใดบ้างเล่าจะไม่ถูกประฌามว่าเป็นปีศาจร้าย ในขณะที่เธอนั้นประหลาดใจและตกใจกลัวกับความไร้ระเบียบที่เต็มไปด้วยจินตนาการจากแรงขับเคลื่อนของตนเอง (เพราะพวกเธอถูกทำให้เชื่อว่ากุลสตรีอันเป็นปกติคือผู้หญิงที่นิ่งเฉย... แบบเทพเจ้า) ? มีผู้หญิงคนใดบ้างเล่าที่ทันทีที่รู้สึกถึงความปั่นป่วนจากความต้องการอันแสนจะประหลาด (ที่จะขับร้อง ขีดเขียน ปริปากพูด สิ่งเหล่านี้ล้วนคือความต้องการที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่) จะไม่ทึกทักเอาว่าตนเองป่วย ? แท้จริงนั้น โรคร้ายอันน่าละอายของเธอคือการที่เธอต่อต้านขัดขืนความตาย คือการที่เธอทำให้เกิดความลำบากยุ่งยาก
หากเป็นเช่นนั้น ทำไมเธอจึงไม่เขียนมันออกมาเล่า? จงเขียน ! การประพันธ์เป็นของเธอ เธอเป็นของเธอเอง ร่างกายของเธอเป็นของเธอ จงคว้ามันไว้ ฉันเข้าใจดีว่าทำไมเธอจึงไม่เขียน (และเพราะอะไรฉันเองไม่หยิบปากกาขึ้นมาก่อนอายุยี่สิบเจ็ดปี) เพราะว่าการประพันธ์เป็นทั้งเรื่องที่สูงส่งและเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับเธอ การประพันธ์เป็นเรื่องของผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น หมายถึง “รัฐ-บุรุษ” นี่เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระทั้งเพ แท้จริงแล้ว เธอเองก็เคยขีดเขียนมาบ้าง อย่างลับๆ และนี่ไม่ได้เป็นเรื่องดีเลย แต่เพราะการเขียนของเธอเกิดขึ้นอย่างลับๆ และเพราะเธอลงโทษตัวเธอเองเพราะเธอเขียน เพราะเธอไม่ทำให้ถึงที่สุด หรือไม่ก็เพราะเธอห้ามตนเองไม่ให้เขียนไม่ได้ เหมือนกับที่เธอสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองอย่างลับๆ ไม่ใช่เพื่อจะไปให้ไกลกว่าเดิม แต่เพื่อลดทอนความตึงเครียดลง ให้มันลดลงบ้างเพื่อที่ว่าสิ่งที่ล้นเกินจะได้หยุดทรมานเธอ

บทแปล in progress "สังคมมหรสพ" - กี เดอบอร์ 2510 (La société du spectacle - Guy Debord 1967)

I. เมื่อการแบ่งแยกสิ้นสุด

1 ในสังคมที่ซึ่งเงื่อนไขการผลิตแบบสมัยใหม่เป็นผู้ปกครอง ชีวิตทั้งหลายปรากฏตัวดังการทับถมอันมหาศาลของมหรสพ  ประสบการณ์การใช้ชีวิตทางตรงได้ถอยห่างออกไปภายใต้ร่มเงาของการเสนอภาพแทน

2 ภาพซึ่งแยกแตกออกมาจากแง่มุมแต่ละแง่มุมของชีวิตผสานรวมในกระแสกลางของความเป็นไป ภายในกระแสนี้ ความเป็นเอกภาพของชีวิตเลือนหายไป ความจริงซึุ่งถูกนำมาพิจารณาเพียงบางส่วน คลี่ตัวออกในความเป็นเอกภาพของมั ในนามของโลกเสมือนซึ่งเป็นเอกเทศ กลายมาเป็นวัตถุแห่งการเพ่งพินิจ ภาพของโลกได้ถูกทำให้มีความเฉพาะทางในโลกของภาพซึ่งมีความเป็นเอกเทศ ที่ซึ่งนักต้มตุ๋มหลอกตัวเอง  โดยลักษณะทั่วไป มหรสพเป็นการเคลื่อนไหวเอกเทศของสิ่งซึ่งไร้ชีวิต เป็นดังการพลิกกลับที่เป็นรูปเป็นร่างของชีวิต

ชวน "ฟินหมู่" กับ "FIN" the fetishism story การแสดงสื่อผสมว่าด้วยเพศ เซ็กส์และมนุษย์

ในท่ามกลางสังคมไทยร่วมสมัยที่ "ความบันเทิง" มีความหมายเท่ากับ "การพักผ่อน" ละครเวที (และละครเพลงทั้งหลาย) ที่มีโปรดักชั่นขนาดใหญ่ได้ผูกขาดพื้นที่สาธารณะ ทั้งพื้นที่เชิงกายภาพ ผ่านโรงละครขนาดใหญ่ทั่วมุมเมือง และพื้นที่การสื่อสารมวลชน ด้วยการโฆษณาโปรโมตตามสื่อต่างๆ ทั้งสื่อเก่าและสื่อใหม่จินตนาการร่วมของคนไทยส่วนใหญ่เกี่ยวกับ "ละครเวที" จึงมักจะมีความหมายจำกัดในเชิงมโหรสพ mass product ที่ใช้แสง สี เสียงและเทคนิคแพรวพราวเพื่อการพักผ่อนสำเร็จรูปแต่เพียงถ่ายเดียว



ทว่า เพื่อต้านกับกระแสจักรวรรดินิยมทางสุนทรียะนี้ ละครเวทีที่มีชื่อเรียก (ยัง) ไม่ลงตัว (เสียที) ว่า "ละครอิสระ ทางเลือกหรือนอกกระแส" จึงเกิดขึ้นในแนวคู่ขนานเสมอมา โดยกลุ่มคนทำละครอิสระที่มีความหลากหลายในสไตล์ แนวคิดและการนำเสนอ ตั้งแต่แนวชุมชนนิยม แนวทดลอง แนวผสมผสานตะวันตก/ตะวันออก ล่าสุดไปจนถึง "การแสดง" (performance) ที่ผสมหลากหลายสื่อและเทคนิค หมิ่นเหม่เส้นแบ่งระหว่างละครพูด นาฏศิลป์และทัศนศิลป์  (ความไม่ชัดเจนในการจัดประเภทของการแสดงประเภทนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงต่อไป อย่างไรก็ดี สังคมไทยจัดตำแหน่งแห่งที่ของกลุ่มคนที่ทำงาน "การแสดง" ประเภทนี้เข้าในหมวดหมู่ของ "คนทำละคร")


ปรากฎการณ์การทำลายเส้นแบ่งของการจัด "ประเภท" (genre) ศิลปะการแสดงตามขนบ ที่กระทำภายในพื้นที่นามธรรมที่เปิดกว้างของ "เวทีละคร" นี้ดูจะเป็นความพยายามปรับมุม "การตั้งคำถาม" หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นความพยายามเข้าไปปะทะกับการแบ่งแยกและเขตพรมแดน และทดลองสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆในการ "สื่อ"​  ซึ่งเทคโนโลยีและรสนิยมการเสพ "ศิลปะ" ของสังคมร่วมสมัยได้เปิดพื้นที่ขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจนักหากว่า "ละครสื่อผสม" นี้จะได้กลายมาเป็น "บรรทัดฐาน" (norm) ล่าสุดของนักละครไทยนอกกระแสในยุคปัจจุบัน (ที่ประสบความสำเร็จมากน้อยต่างกันไป) ในภาวะของสังคมยุคเปลี่ยนผ่านที่ความขัดแย้งรุนแรงและกินวงกว้างยิ่งกว่ายุคใดสมัยใดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางศีลธรรม ทางการเมือง หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งเชิงสุนทรียรสภายในพื้นที่ของศิลปะเองก็ตาม




"FIN" the fetishism story ซึ่งกำลังแสดงอยู่ที่ Democrazy Theatre Studio โรงละครอินดี้เล็กๆ ย่านลุมพินี เป็นละคร/การแสดงสื่อผสมของกลุ่มผู้สร้าง"Silent Scream : journey to the dream of murderer" (2009) นำทีมและกำกับการแสดงโดยวสุรัชต อุณาพรหม

ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสั้น "เด็กหนุ่มผู้ตกหลุมรักส้นสูงของแม่" ของโตมร ศุขปรีชา "FIN" เป็นเรื่องราวของตัวละคร 4 คน ประกอบด้วย 1. เด็กหนุ่มเนิร์ด (ที่ความเป็นตัวตนลักลั่นระหว่างความเป็น "เด็กชาย" กับความเป็น "ชายหนุ่ม") 2. ผู้หญิงหลากมิติ (ที่แสดงออกแบบ liberal แต่โหยหาบางอย่างที่ขาดหายไป) 3. บ.ก.แฟนชั่นหญิงสุดแกร่ง (ซึ่งเป็นอวตารของเฟมินิสต์ยุคเหยียดเพศชาย อึดอัด กดทับและแตกร้าว) และ 4. ชายหนุ่มแมนเกินร้อย (ที่พยายามแสดงตัวเป็นผู้ชาย macho แต่หวาดกลัวและหวาดหวั่น)

เรื่องราวการเดินทางที่ไขว้ทับของพวกเขาเกิดขึ้นภายใต้ฉากและในบรรยากาศของสังคมเมืองร่วมสมัย ผ่านบทพูดสลับกับการเคลื่อนไหว (movement) โดยมีวีดีโอภาพเคลื่อนไหวใหญ่มหึมาเป็นฉากหลัง (ประกอบด้วย Motion graphic และ Animation) ซึ่งทำหน้าที่ บางครั้งเป็นกระจกสะท้อน บางครั้งเป็น "ผู้เล่าเรื่อง" บางครั้งเสริมเรื่องเล่าเพื่อถ่วงดุลกับอารมณ์ ความรู้สึกและแรงปรารถนาของตัวละคร

"FIN" หรือ "ฟิน" เป็นศัพท์สแลงที่แพร่หลายและเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นกลางไทยในปัจจุบัน สันนิษฐานว่ามาจากศัพท์ภาษาฝรั่งเศสของวงการภาพยนตร์ "la fin" (เป็นคำนามหมายถึง "จุดจบ" "ตอนจบ") ซึ่งเป็นคำที่ปรากฎขึ้นบนจอหลังจากที่เรื่องราวในภาพยนตร์จบลง ในวงการภาพยนตร์ไทย นิยมใช้คำนี้ในความหมายว่า ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเมื่อดูจบแล้วทำให้เรามีความสุขมาก หรือสนองตอบต่อรสนิยมการเสพภาพยนตร์ของเรา เป็นอารมณ์ที่เทียบเคียงกับการถึงจุดสุดยอด เช่น "หนังเรื่องนี้ดูแล้วฟินมาก"  ต่อมา คำนี้ได้ถูกใช้ในความหมายกว้าง คือ หมายถึง การที่สิ่งหนึ่งทำให้เรามีความสุขสูงสุดเทียบเคียงกับการถึงจุดสุดยอด เช่น "ดาราคนนี้เห็นหน้าแล้วฟินมาก" 

เห็นได้ชัดว่า "ฟิน" ไม่ว่าจะในกรณีใดล้วนมีนัยยะของการตอบสนองต่อแรงปรารถนาทางเพศ หรือ "การบรรลุถึงจุดสุดยอด" ในกิจกรรมทางเพศทั้งสิ้น และในความหมายตรงตัว (แบบ contemporary Thai) นี้เองที่เราอาจจะต้อง "อ่าน" ชื่อของการแสดงสื่อผสมชุดนี้

"FIN" the fetichism story คือเรื่องราวของการปลดปล่อย "แรงปรารถนาที่เหนือการควบคุม สัณชาตญาณที่ถูกเก็บซ่อนไว้" ตามคำเปรยในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์

เริ่มต้นด้วย "เสียง" ที่เล่านิทานก่อนนอนชวนฝันว่าด้วยเจ้าหญิง เจ้าชาย ปราสาท รองเท้าส้นสูงสีแดง โดยมีภาพเคลื่อนไหวของ "ปากสีแดง" ประกอบคู่กันไป  เรื่องจบลงด้วยปริศนาของ "ประตู" และ "รองเท้าส้นสูงสีแดงที่เปื้อนคราบ" (หรือเมือกอะไรซักอย่าง)

ปาก ประตูและคราบเมือกทำให้เราเข้าใจได้ไม่ยากว่า "เสียง" ของ "ปากสีแดง" นี้กำลังชักชวนเราเข้าสู่จินตภาพว่าด้วยเรื่องเซ็กส์ ผ่านการร่ายมนต์เรียก "fetich" (สิ่งของหรืออวัยวะของร่างกายที่ทำให้เกิดอารมณ์ปรารถนาทางเพศ) ให้ปรากฎร่างเบื้องหน้าผู้ชม ตรงตามคำมั่นสัญญาที่ปรากฎในชื่อรองของการแสดงชุดนี้ "the fetichism story" และตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้เห็น "สิ่งของเฟทิช" ต่างๆที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ "ตัวตน" ของตัวละครแต่ละคน ในโลกที่ความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันถูกฉาบเคลือบจนหนาเตอะ และสิ่งของได้กลายมาเป็นที่พึ่งทางใจและทางจิตวิญญาณ

ตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครที่อยู่บนฐานของ "แรงขับเคลื่อน"  ซึ่งแสดงออกมาในรูปของ "ความรุนแรง" และ "ความหวาดระแวง"  ความขัดแย้งในความเป็นตัวตนภายในของทุกตัวละครถูกถ่ายทอดออกมาพร้อมๆ กับความขัดแย้งระหว่างตัวละครอันเต็มไปด้วยสีสันที่เข้มข้น บ้างขบขัน บ้างหงอยเหงา บ้างชวนให้ขนหัวลุก

"ฉากเริงระบำกับบันนี่กระต่ายน้อย" เป็นฉากที่ "ฟิน" สุดๆ เพราะเป็นฉาก climax ของการแสดงชุดนี้ ตัวละครเด็กหนุ่มเนิร์ดเคลื่อนไหวราวกับกำลังเสพสังวาสกับสาวบันนี่รองเท้าส้นสูงสีแดง (ซึ่งคือภาพแทนของ "เฟทิช" ของชายนักรักทั้งหลายทั้งมวล) ส่วนเขาจะ "ฟิน" หรือไม่อย่างไรนั้น คงต้องลองไปพิสูจน์ "ความฟิน" กันเองบนเวทีละคร

เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่ต่างไปจากฉากอื่นอีกหลายฉาก ในฉาก climax นี้ซึ่งมีตัวละครเพียงสองตัว "แลกเปลี่ยน”" กัน จะต้องมีตัวละครอีกคนทำหน้าที่เป็น "ผู้ดู"  ผู้จดจ้อง ผู้สังเกตการณ์ ทำให้ฉาก duo แปรสภาพเป็นฉาก trio ผ่านการ "จ้องมอง" ของคนอื่นไปโดยปริยาย ราวกับว่า "แรงปรารถนาที่เหนือการควบคุม" หรือ "สัญชาตญาณที่ถูกเก็บซ่อนไว้" ไม่สามารถถูกปลดปล่อยได้อย่างแท้จริง หรือสามารถถูกปลดปล่อยได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ "สายตา" 

หรือ "สัญชาตญาณ" ที่เราเชื่อว่ามีอยู่จริง ในความเป็นจริงนั้นเป็นเพียงแค่ "มายาคติ" เพราะ "จิตใต้สำนึก" ของเราไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของ "การอบรมเลี้ยงดู" หรือ "จารีตทางสังคม" ได้อย่างแท้จริง ?

หรือความสัมพันธ์ทางเพศไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมส่วนตัว แต่เป็นกิจกรรมทางสังคมที่ถูกกำกับและจับจ้องโดย "สายตา" ไม่ว่าจะเป็น "สายตา" ภายในตัวเราเอง หรือ "สายตา" ของสังคม ซึ่งแท้จริงแล้ว คือสิ่งเดียวกัน ?

หรือในสังคมไทยสมัยใหม่ ที่เรื่องเพศและเรื่องเซ็กซ์ถูกทำให้เป็นสิ่งน่ารังเกียจ (ที่พึงกระทำแต่ไม่พึงกล่าวถึง) ความพยายามก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตทางศีลธรรมและจารีตของกลุ่มชนชั้นกลางไทยหัวก้าวหน้าจึงเป็นกระบวนการที่ทุรนทุรายและแทบจะเป็นไปไม่ได้ หากขาด "การตระหนักรู้" ถึงเครือข่ายโยงใยทางศีลธรรมที่สังคมใช้ควบคุมและกำกับ "จิตใต้สำนึก" ของเราอยู่อย่างแยบยล ? 
สายตา "รู้สึกผิด" ของเด็กหนุ่มเนิร์ดอาจกำลังสะท้อนความขัดแย้งเบื้องลึกที่ซับซ้อนนี้ของสังคมไทยร่วมสมัย !

"ฟิน" นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ผ่านมุมมองด้านเพศและเซ็กซ์ เพื่อสำรวจลักษณะของความสัมพันธ์นี้ ที่มีทั้งความรุนแรงและความอ่อนโยน ความเศร้าและความสุข ความละอายและความพึงพอใจ ความน่าขบขันและความเป็นโศกนาฏกรรม เพื่อตั้งคำถามที่กว้างกว่า นั่นคือคำถามว่าด้วยธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

อะไรคือความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ที่ระดับ "ศูนย์" คือ ระดับที่ไร้การเคลือบเงา ณ จุดที่เราเปราะบางที่สุด ณ จุดที่เราเปลือยเปล่าที่สุด ณ จุดที่ความรุนแรงไม่แตกต่างจากความอ่อนโยน ณ จุดที่เส้นแบ่งระหว่างความรักกับเซ็กส์เลือนลาง ?

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ "เซ็กส์" ในการแสดงชุดนี้มีไว้เพียงแค่สำหรับเพศหญิงเพศชายเท่านั้น ไม่มีพื้นที่สำหรับคนรักร่วมเพศหรือคนไร้เพศหรือคนที่มีรสนิยมทางเพศเบี่ยงเบน (แม้จะมีฉากความหลงใหลของเด็กหนุ่มต่อรองเท้าส้นสูง แต่ก็ขาดความเชื่อมโยงกับตรรกะทั้งหมดของเรื่องและไม่มีความหมายใดต่อพัฒนาการของเรื่อง)

และเป็นที่น่าเสียดายที่ "la fin" หรือตอนจบของเรื่องมีกลิ่นอายโรแมนติกและมีความเป็น "ขนบ" ซึ่งลักลั่นกับภาพหลอน ภาพฝันและแฟนตาซีเซ็กส์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าซึ่งได้ทำการสั่นคลอนความเชื่อและมายาคติเกี่ยวกับเรื่องเพศ

และนี่อาจจะเป็นอีกเส้นแบ่งพรมแดนที่ศิลปินไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้

อย่างไรก็ดี อาจถือได้ว่าการแสดงสื่อผสม "FIN" the fetichism story เป็นหนึ่งใน"ละครอิสระแห่งปี" ที่เรา เสรีชนผู้มีใจรักในศิลปะและเชื่อมั่นในอิสรภาพแห่งการแสดงออกควรต้องไปดู เพราะ "FIN" ตั้งคำถามกับ "ข้อจำกัด" ที่มีอยู่มากมายโยงกันเป็นใยแมงมุมที่หนาแน่นในสังคมไทย เพื่อลุกล้ำท้าทายบรรทัดฐานทั้งหลาย ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่บรรทัดฐานทางศีลธรรม แต่หมายรวมถึงข้อจำกัดที่คับแคบของคำว่า"ศิลปะ" ของกระทรวงวัฒนธรรมและสังคมไทย

ดังนั้น การไปชม "FIN" the fetichism story จึงถือเป็นการประกาศก้องและตอกย้ำถึงเสรีภาพที่จะมี "ทางเลือก" ในการเสพงานศิลปะ, เป็น "การแสดงออกถึงรสนิยมทางสุนทรียะ" (aesthetic act) และ "การแสดงออกทางการเมือง" (political act) ในเวลาเดียวกัน เพราะนี่คืองานนอกกระแส ณ ชายขอบของพื้นที่ทางวัฒนธรรม ไร้เงินก้อนโตจากงบไทยเข้มแข็ง และมีเพียงความต้องการ "สื่อสาร" ของคณะผู้สร้างเท่านั้นที่ทำให้การมีอยู่ของมันเป็นจริงได้

จึงมีเพียงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ "คณะผู้ชม" และการวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น ที่จะทำให้ "ศิลปะการละคร" ของคณะละครเวทีอิสระร่วมสมัยของไทยสามารถจะมีพัฒนาการได้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ทั้งในเชิงความคิดและเทคนิคการนำเสนอ และสามารถที่จะเอาตัวรอดในทางเศรษฐกิจท่ามกลางกระแสนิยมทุนได้

หมายเหตุ "FIN" the fetichism story จัดแสดงที่ Democrazy Theatre Studio ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2554 เวลา 20.00 น. (เสาร์ อาทิตย์ เพิ่มรอบ 16.00) บัตรราคา 350 บาท
จองบัตรได้ที่ 
www.bananabooking.com หรือ โทร 081-1732097
ดูวีดีโอประชาสัมพันธ์ได้ที่ 
http://www.youtube.com/watch?v=YQu-CAcZFHI
หรือ Facebook event http://www.facebook.com/event.php?eid=176603429051662

ตีพิมพ์ครั้งแรกในมติชนออนไลน์ 2 เมษายน 2554 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1301742766&grpid=no&catid=08

Travel Writings on Indochina

I've been collecting a collection of travel writings on Indochina at the fin de siècle: Morice Docteur, 'Voyage en Cochinchine',...