บทแปล in progress - "เสียงหัวเราะของเมดูซา" เอแลน ซิซู

เสียงหัวเราะแห่งเมดูซา


  ฉันจะกล่าวถึงการเขียนแห่งผู้หญิง ถึงสิ่งที่การเขียนนี้จะทำ ผู้หญิงจำเป็นต้องเขียน ต้องเขียนถึงผู้หญิงและชักนำผู้หญิงทั้งหลายเข้ามาสู่การเขียน ที่ซึ่งพวกเธอได้ถูกกีดกันออกไปด้วยความรุนแรง เป็นความรุนแรงเดียวกับที่พวกเธอถูกกีดกันออกไปจากร่างกายของพวกเธอเอง ด้วยเหตุผลเดียวกัน ด้วยกฎเกณฑ์เดียวกัน ด้วยจุดประสงค์ที่เด็ดขาดเช่นเดียวกัน ผู้หญิงต้องใส่ร่างกายตนเองเข้าไปในตัวบท
 เช่นเดียวกับที่ต้องทำในโลกและในประวัติศาสตร์ ด้วยจังหวะการเคลื่อนไหวของตนเอง
อดีตจะต้องไม่เป็นตัวกำหนดอนาคตอีกต่อไป ฉันไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผลของอดีตยังคงมีอยู่ แต่ฉันปฏิเสธที่จะทำให้อดีตเข้มแข็งขึ้นด้วยการย้ำสิ่งเดิม ฉันปฏิเสธที่จะให้ความคงทนถาวรไม่เปลี่ยนแปลงดังเช่นโชคชะตาแก่อดีต ฉันปฏิเสธที่จะผสมเรื่องทางกายภาพเข้ากับเรื่องทางวัฒนธรรม การมองไปข้างหน้าคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุด
แน่นอนว่าข้อคิดคำนึงเหล่านี้มีตราประทับของยุคเปลี่ยนผ่านซึ่งเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ ยุคซึ่งสิ่งใหม่แยกตัวออกมาจากสิ่งเก่า หรือหากจะกล่าวอย่างตรงประเด็นมากกว่า สิ่งใหม่หญิงแยกตัวออกจากสิ่งเก่าชาย เพราะข้อคิดคำนึงเหล่านี้กำลังก้าวไปข้างหน้า ในท่ามกลางพื้นที่ที่กำลังจะได้รับการค้นพบ  ด้วยเหตุนี้เอง และเนื่องด้วยว่าไม่มีสถานที่ใดที่คำประกาศนี้จะสามารถถือเป็นแหล่งกำเนิดได้ นอกเสียจากผืนดินเก่าแก่และแห้งแล้งแตกระแหง สิ่งที่ฉันพูดนี้จึงมีสองด้านและจุดมุ่งหมายสองอย่าง คือทำลายและทำให้พังพินาศ คาดการณ์ถึงสิ่งที่ไม่ได้ถูกคาดการณ์และมองไปยังเบื้องหน้า
ฉันจึงเขียนสิ่งนี้ ในฐานะผู้หญิง ถึงผู้หญิงทั้งหลาย  ยามฉันกล่าว “ผู้หญิง” ชั้นกำลังพูดถึงผู้หญิงที่ต่อสู้กับผู้ชายตามแบบแผนจารีต และถึงผู้หญิงในฐานะอัตบุคคลที่มีความเป็นสากล ผู้ซึ่งต้องชักนำผู้หญิงด้วยกันสู่การให้ความหมายแก่ผู้หญิง/เส้นทางและสู่ประวัติศาสตร์ของผู้หญิงเอง  อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นเลย เราจำเป็นต้องพูดว่า ณ วันนี้เอง ไม่มีผู้หญิงหนึ่งเดียว ผู้หญิงที่เป็นฉบับ แม้ว่าจะมีความพยายามอันยิ่งใหญ่ที่จะกดทับและต้อนให้พวกอยู่ใน “ความมืด” ซึ่งเขาทั้งหลายพยายามทำให้เธอยอมรับว่ามันคือลักษณะของพวกเธอ  ฉันจะได้พูดถึงสิ่งที่พวกเธอ “มีร่วมกัน” ต่อไป  แต่สิ่งที่ตรึงใจฉันก็คือความรุ่มรวยอันไร้ขอบเขตของคุณลัษณะเฉพาะของพวกเธอ เราไม่สามารถกล่าวถึงเพศวิถีของอิสตรีหนึ่งเดียว อันเป็นเอกรูป มีความเป็นเนื้อเดียว มีเส้นทางเดียวอันคาดเดาได้ เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถกล่าวได้ว่ามีจิตไร้สำนึกหนึ่งเดียวเหมือนกัน จินตภาพของผู้หญิงไม่มีวันหมด เช่นเดียวกับดนตรี ภาพเขียน การประพันธ์ ภาพจินตนาการของเธอถั่งโถมได้อย่างน่าประหลาดใจ มากกว่าหนึ่งหนที่ฉันอัศจรรย์ใจกับสิ่งที่ผู้หญิงบรรยายให้ฉันฟังถึงโลกที่เธอสร้างขึ้นเพื่อตัวเธอเองอย่างลับๆตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ โลกแห่งการค้นหา โลกแห่งการก่อร่างองค์ความรู้จากการทดลองโดยอัตโนมัติกับกลไกการทำงานของร่างกาย โลกแห่งการตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาและอย่างกระตือรือร้นต่ออารมณ์เร้าทางเพศ  ด้วยความรุ่มรวยแห่งการสรรค์สร้างอย่างมหัศจรรย์ กิจกรรมนี้ โดยเฉพาะการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองนั้น ดำเนินไปหรือขนาบข้างไปกับการรังสรรค์ รูปสัญฐาน เป็นกิจการเชิงสุนทรียศาสตร์อันแท้จริง แต่ละห้วงเวลาแห่งความหฤหรรษ์ได้จารึกมโนภาพแห่งเสียง นับเป็น การรจเรข อย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่สวยงาม ความงามจะต้องไม่เป็นสิ่งต้องห้ามอีกต่อไป ฉันจึงประสงค์ให้ผู้หญิงได้เขียนและประกาศก้องถึงอาณาเขตอันเป็นเอกลักษณ์นี้  และเพื่อให้ผู้หญิงคนอื่นๆ หญิงเหนือหัวคนอื่นๆที่ยังเขินอายได้ตะโกนประกาศก้องออกมาบ้าง ฉันจึงต้องลงมือรจนาด้วยตนเองเช่นกัน ความปรารถนาของฉันได้สรรค์สร้างความปราราถนาอื่นตามมา ร่างกายของฉันได้รู้จักกับทำนองเพลงที่ไม่มีใครได้ยิน ฉันเองก็เช่นกัน นับครั้งไม่ถ้วนที่ได้เคยสัมผัสกับความรู้สึกล้นเต็มจนแทบจะระเบิด จากการถาโถมของกระแสธารอันเจิดจรัส ของรูปสัญฐานที่งดงามยิ่งกว่ารูปสัณฐานใดๆที่ถูกนำมาใส่กรอบขายแลกเศษสตางค์ และฉันเองก็เช่นกัน ฉันไม่ได้เอิ่นเอ่ยถึงมัน ฉันไม่ได้นำมันออกมาแสดง ฉันไม่ได้ปริปากพูด ฉันไม่ได้ระบายสีให้กับโลกอีกครึ่งหนึ่งของฉันเอง เพราะฉันรู้สึกผิด ฉันกลัวและฉันก็ขยอกกลืนความละอายและความกลัวของตนเอง ฉันบอกกับตัวเองว่า “แกมันบ้าไปแล้ว!”  ภาวะพุ่งพล่าน ท่วมทะลัก ลอยล่องเหล่านี้คืออะไรกันหนอ? มีผู้หญิงคนใดบ้างเล่าซึ่งเคยเดือดพล่านและสัมผัสกับภาวะไร้จุดสิ้นสุดแล้วจะไม่เคย ละอายใจกับพลังอำนาจนี้ของตนเอง ในขณะที่เธอนั้นถูกกดข่มให้อยู่ในความไร้เดียงสาของเธอ ถูกอำนาจแห่งสถาบันบุพการี อำนาจแห่งสถาบันสมรสและอำนาจแห่งภาวะลึงค์และภาษาเป็นศูนย์กลางเหนี่ยวรั้งขืนใจไว้ในความมืดบอดและการดูหมิ่นตนเอง ? มีผู้หญิงคนใดบ้างเล่าจะไม่ถูกประฌามว่าเป็นปีศาจร้าย ในขณะที่เธอนั้นประหลาดใจและตกใจกลัวกับความไร้ระเบียบที่เต็มไปด้วยจินตนาการจากแรงขับเคลื่อนของตนเอง (เพราะพวกเธอถูกทำให้เชื่อว่ากุลสตรีอันเป็นปกติคือผู้หญิงที่นิ่งเฉย... แบบเทพเจ้า) ? มีผู้หญิงคนใดบ้างเล่าที่ทันทีที่รู้สึกถึงความปั่นป่วนจากความต้องการอันแสนจะประหลาด (ที่จะขับร้อง ขีดเขียน ปริปากพูด สิ่งเหล่านี้ล้วนคือความต้องการที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่) จะไม่ทึกทักเอาว่าตนเองป่วย ? แท้จริงนั้น โรคร้ายอันน่าละอายของเธอคือการที่เธอต่อต้านขัดขืนความตาย คือการที่เธอทำให้เกิดความลำบากยุ่งยาก
หากเป็นเช่นนั้น ทำไมเธอจึงไม่เขียนมันออกมาเล่า? จงเขียน ! การประพันธ์เป็นของเธอ เธอเป็นของเธอเอง ร่างกายของเธอเป็นของเธอ จงคว้ามันไว้ ฉันเข้าใจดีว่าทำไมเธอจึงไม่เขียน (และเพราะอะไรฉันเองไม่หยิบปากกาขึ้นมาก่อนอายุยี่สิบเจ็ดปี) เพราะว่าการประพันธ์เป็นทั้งเรื่องที่สูงส่งและเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับเธอ การประพันธ์เป็นเรื่องของผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น หมายถึง “รัฐ-บุรุษ” นี่เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระทั้งเพ แท้จริงแล้ว เธอเองก็เคยขีดเขียนมาบ้าง อย่างลับๆ และนี่ไม่ได้เป็นเรื่องดีเลย แต่เพราะการเขียนของเธอเกิดขึ้นอย่างลับๆ และเพราะเธอลงโทษตัวเธอเองเพราะเธอเขียน เพราะเธอไม่ทำให้ถึงที่สุด หรือไม่ก็เพราะเธอห้ามตนเองไม่ให้เขียนไม่ได้ เหมือนกับที่เธอสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองอย่างลับๆ ไม่ใช่เพื่อจะไปให้ไกลกว่าเดิม แต่เพื่อลดทอนความตึงเครียดลง ให้มันลดลงบ้างเพื่อที่ว่าสิ่งที่ล้นเกินจะได้หยุดทรมานเธอ

บทแปล in progress "สังคมมหรสพ" - กี เดอบอร์ 2510 (La société du spectacle - Guy Debord 1967)

I. เมื่อการแบ่งแยกสิ้นสุด

1 ในสังคมที่ซึ่งเงื่อนไขการผลิตแบบสมัยใหม่เป็นผู้ปกครอง ชีวิตทั้งหลายปรากฏตัวดังการทับถมอันมหาศาลของมหรสพ  ประสบการณ์การใช้ชีวิตทางตรงได้ถอยห่างออกไปภายใต้ร่มเงาของการเสนอภาพแทน

2 ภาพซึ่งแยกแตกออกมาจากแง่มุมแต่ละแง่มุมของชีวิตผสานรวมในกระแสกลางของความเป็นไป ภายในกระแสนี้ ความเป็นเอกภาพของชีวิตเลือนหายไป ความจริงซึุ่งถูกนำมาพิจารณาเพียงบางส่วน คลี่ตัวออกในความเป็นเอกภาพของมั ในนามของโลกเสมือนซึ่งเป็นเอกเทศ กลายมาเป็นวัตถุแห่งการเพ่งพินิจ ภาพของโลกได้ถูกทำให้มีความเฉพาะทางในโลกของภาพซึ่งมีความเป็นเอกเทศ ที่ซึ่งนักต้มตุ๋มหลอกตัวเอง  โดยลักษณะทั่วไป มหรสพเป็นการเคลื่อนไหวเอกเทศของสิ่งซึ่งไร้ชีวิต เป็นดังการพลิกกลับที่เป็นรูปเป็นร่างของชีวิต

ชวน "ฟินหมู่" กับ "FIN" the fetishism story การแสดงสื่อผสมว่าด้วยเพศ เซ็กส์และมนุษย์

ในท่ามกลางสังคมไทยร่วมสมัยที่ "ความบันเทิง" มีความหมายเท่ากับ "การพักผ่อน" ละครเวที (และละครเพลงทั้งหลาย) ที่มีโปรดักชั่นขนาดใหญ่ได้ผูกขาดพื้นที่สาธารณะ ทั้งพื้นที่เชิงกายภาพ ผ่านโรงละครขนาดใหญ่ทั่วมุมเมือง และพื้นที่การสื่อสารมวลชน ด้วยการโฆษณาโปรโมตตามสื่อต่างๆ ทั้งสื่อเก่าและสื่อใหม่จินตนาการร่วมของคนไทยส่วนใหญ่เกี่ยวกับ "ละครเวที" จึงมักจะมีความหมายจำกัดในเชิงมโหรสพ mass product ที่ใช้แสง สี เสียงและเทคนิคแพรวพราวเพื่อการพักผ่อนสำเร็จรูปแต่เพียงถ่ายเดียว



ทว่า เพื่อต้านกับกระแสจักรวรรดินิยมทางสุนทรียะนี้ ละครเวทีที่มีชื่อเรียก (ยัง) ไม่ลงตัว (เสียที) ว่า "ละครอิสระ ทางเลือกหรือนอกกระแส" จึงเกิดขึ้นในแนวคู่ขนานเสมอมา โดยกลุ่มคนทำละครอิสระที่มีความหลากหลายในสไตล์ แนวคิดและการนำเสนอ ตั้งแต่แนวชุมชนนิยม แนวทดลอง แนวผสมผสานตะวันตก/ตะวันออก ล่าสุดไปจนถึง "การแสดง" (performance) ที่ผสมหลากหลายสื่อและเทคนิค หมิ่นเหม่เส้นแบ่งระหว่างละครพูด นาฏศิลป์และทัศนศิลป์  (ความไม่ชัดเจนในการจัดประเภทของการแสดงประเภทนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงต่อไป อย่างไรก็ดี สังคมไทยจัดตำแหน่งแห่งที่ของกลุ่มคนที่ทำงาน "การแสดง" ประเภทนี้เข้าในหมวดหมู่ของ "คนทำละคร")


ปรากฎการณ์การทำลายเส้นแบ่งของการจัด "ประเภท" (genre) ศิลปะการแสดงตามขนบ ที่กระทำภายในพื้นที่นามธรรมที่เปิดกว้างของ "เวทีละคร" นี้ดูจะเป็นความพยายามปรับมุม "การตั้งคำถาม" หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นความพยายามเข้าไปปะทะกับการแบ่งแยกและเขตพรมแดน และทดลองสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆในการ "สื่อ"​  ซึ่งเทคโนโลยีและรสนิยมการเสพ "ศิลปะ" ของสังคมร่วมสมัยได้เปิดพื้นที่ขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจนักหากว่า "ละครสื่อผสม" นี้จะได้กลายมาเป็น "บรรทัดฐาน" (norm) ล่าสุดของนักละครไทยนอกกระแสในยุคปัจจุบัน (ที่ประสบความสำเร็จมากน้อยต่างกันไป) ในภาวะของสังคมยุคเปลี่ยนผ่านที่ความขัดแย้งรุนแรงและกินวงกว้างยิ่งกว่ายุคใดสมัยใดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางศีลธรรม ทางการเมือง หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งเชิงสุนทรียรสภายในพื้นที่ของศิลปะเองก็ตาม




"FIN" the fetishism story ซึ่งกำลังแสดงอยู่ที่ Democrazy Theatre Studio โรงละครอินดี้เล็กๆ ย่านลุมพินี เป็นละคร/การแสดงสื่อผสมของกลุ่มผู้สร้าง"Silent Scream : journey to the dream of murderer" (2009) นำทีมและกำกับการแสดงโดยวสุรัชต อุณาพรหม

ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสั้น "เด็กหนุ่มผู้ตกหลุมรักส้นสูงของแม่" ของโตมร ศุขปรีชา "FIN" เป็นเรื่องราวของตัวละคร 4 คน ประกอบด้วย 1. เด็กหนุ่มเนิร์ด (ที่ความเป็นตัวตนลักลั่นระหว่างความเป็น "เด็กชาย" กับความเป็น "ชายหนุ่ม") 2. ผู้หญิงหลากมิติ (ที่แสดงออกแบบ liberal แต่โหยหาบางอย่างที่ขาดหายไป) 3. บ.ก.แฟนชั่นหญิงสุดแกร่ง (ซึ่งเป็นอวตารของเฟมินิสต์ยุคเหยียดเพศชาย อึดอัด กดทับและแตกร้าว) และ 4. ชายหนุ่มแมนเกินร้อย (ที่พยายามแสดงตัวเป็นผู้ชาย macho แต่หวาดกลัวและหวาดหวั่น)

เรื่องราวการเดินทางที่ไขว้ทับของพวกเขาเกิดขึ้นภายใต้ฉากและในบรรยากาศของสังคมเมืองร่วมสมัย ผ่านบทพูดสลับกับการเคลื่อนไหว (movement) โดยมีวีดีโอภาพเคลื่อนไหวใหญ่มหึมาเป็นฉากหลัง (ประกอบด้วย Motion graphic และ Animation) ซึ่งทำหน้าที่ บางครั้งเป็นกระจกสะท้อน บางครั้งเป็น "ผู้เล่าเรื่อง" บางครั้งเสริมเรื่องเล่าเพื่อถ่วงดุลกับอารมณ์ ความรู้สึกและแรงปรารถนาของตัวละคร

"FIN" หรือ "ฟิน" เป็นศัพท์สแลงที่แพร่หลายและเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นกลางไทยในปัจจุบัน สันนิษฐานว่ามาจากศัพท์ภาษาฝรั่งเศสของวงการภาพยนตร์ "la fin" (เป็นคำนามหมายถึง "จุดจบ" "ตอนจบ") ซึ่งเป็นคำที่ปรากฎขึ้นบนจอหลังจากที่เรื่องราวในภาพยนตร์จบลง ในวงการภาพยนตร์ไทย นิยมใช้คำนี้ในความหมายว่า ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเมื่อดูจบแล้วทำให้เรามีความสุขมาก หรือสนองตอบต่อรสนิยมการเสพภาพยนตร์ของเรา เป็นอารมณ์ที่เทียบเคียงกับการถึงจุดสุดยอด เช่น "หนังเรื่องนี้ดูแล้วฟินมาก"  ต่อมา คำนี้ได้ถูกใช้ในความหมายกว้าง คือ หมายถึง การที่สิ่งหนึ่งทำให้เรามีความสุขสูงสุดเทียบเคียงกับการถึงจุดสุดยอด เช่น "ดาราคนนี้เห็นหน้าแล้วฟินมาก" 

เห็นได้ชัดว่า "ฟิน" ไม่ว่าจะในกรณีใดล้วนมีนัยยะของการตอบสนองต่อแรงปรารถนาทางเพศ หรือ "การบรรลุถึงจุดสุดยอด" ในกิจกรรมทางเพศทั้งสิ้น และในความหมายตรงตัว (แบบ contemporary Thai) นี้เองที่เราอาจจะต้อง "อ่าน" ชื่อของการแสดงสื่อผสมชุดนี้

"FIN" the fetichism story คือเรื่องราวของการปลดปล่อย "แรงปรารถนาที่เหนือการควบคุม สัณชาตญาณที่ถูกเก็บซ่อนไว้" ตามคำเปรยในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์

เริ่มต้นด้วย "เสียง" ที่เล่านิทานก่อนนอนชวนฝันว่าด้วยเจ้าหญิง เจ้าชาย ปราสาท รองเท้าส้นสูงสีแดง โดยมีภาพเคลื่อนไหวของ "ปากสีแดง" ประกอบคู่กันไป  เรื่องจบลงด้วยปริศนาของ "ประตู" และ "รองเท้าส้นสูงสีแดงที่เปื้อนคราบ" (หรือเมือกอะไรซักอย่าง)

ปาก ประตูและคราบเมือกทำให้เราเข้าใจได้ไม่ยากว่า "เสียง" ของ "ปากสีแดง" นี้กำลังชักชวนเราเข้าสู่จินตภาพว่าด้วยเรื่องเซ็กส์ ผ่านการร่ายมนต์เรียก "fetich" (สิ่งของหรืออวัยวะของร่างกายที่ทำให้เกิดอารมณ์ปรารถนาทางเพศ) ให้ปรากฎร่างเบื้องหน้าผู้ชม ตรงตามคำมั่นสัญญาที่ปรากฎในชื่อรองของการแสดงชุดนี้ "the fetichism story" และตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้เห็น "สิ่งของเฟทิช" ต่างๆที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ "ตัวตน" ของตัวละครแต่ละคน ในโลกที่ความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันถูกฉาบเคลือบจนหนาเตอะ และสิ่งของได้กลายมาเป็นที่พึ่งทางใจและทางจิตวิญญาณ

ตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครที่อยู่บนฐานของ "แรงขับเคลื่อน"  ซึ่งแสดงออกมาในรูปของ "ความรุนแรง" และ "ความหวาดระแวง"  ความขัดแย้งในความเป็นตัวตนภายในของทุกตัวละครถูกถ่ายทอดออกมาพร้อมๆ กับความขัดแย้งระหว่างตัวละครอันเต็มไปด้วยสีสันที่เข้มข้น บ้างขบขัน บ้างหงอยเหงา บ้างชวนให้ขนหัวลุก

"ฉากเริงระบำกับบันนี่กระต่ายน้อย" เป็นฉากที่ "ฟิน" สุดๆ เพราะเป็นฉาก climax ของการแสดงชุดนี้ ตัวละครเด็กหนุ่มเนิร์ดเคลื่อนไหวราวกับกำลังเสพสังวาสกับสาวบันนี่รองเท้าส้นสูงสีแดง (ซึ่งคือภาพแทนของ "เฟทิช" ของชายนักรักทั้งหลายทั้งมวล) ส่วนเขาจะ "ฟิน" หรือไม่อย่างไรนั้น คงต้องลองไปพิสูจน์ "ความฟิน" กันเองบนเวทีละคร

เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่ต่างไปจากฉากอื่นอีกหลายฉาก ในฉาก climax นี้ซึ่งมีตัวละครเพียงสองตัว "แลกเปลี่ยน”" กัน จะต้องมีตัวละครอีกคนทำหน้าที่เป็น "ผู้ดู"  ผู้จดจ้อง ผู้สังเกตการณ์ ทำให้ฉาก duo แปรสภาพเป็นฉาก trio ผ่านการ "จ้องมอง" ของคนอื่นไปโดยปริยาย ราวกับว่า "แรงปรารถนาที่เหนือการควบคุม" หรือ "สัญชาตญาณที่ถูกเก็บซ่อนไว้" ไม่สามารถถูกปลดปล่อยได้อย่างแท้จริง หรือสามารถถูกปลดปล่อยได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ "สายตา" 

หรือ "สัญชาตญาณ" ที่เราเชื่อว่ามีอยู่จริง ในความเป็นจริงนั้นเป็นเพียงแค่ "มายาคติ" เพราะ "จิตใต้สำนึก" ของเราไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของ "การอบรมเลี้ยงดู" หรือ "จารีตทางสังคม" ได้อย่างแท้จริง ?

หรือความสัมพันธ์ทางเพศไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมส่วนตัว แต่เป็นกิจกรรมทางสังคมที่ถูกกำกับและจับจ้องโดย "สายตา" ไม่ว่าจะเป็น "สายตา" ภายในตัวเราเอง หรือ "สายตา" ของสังคม ซึ่งแท้จริงแล้ว คือสิ่งเดียวกัน ?

หรือในสังคมไทยสมัยใหม่ ที่เรื่องเพศและเรื่องเซ็กซ์ถูกทำให้เป็นสิ่งน่ารังเกียจ (ที่พึงกระทำแต่ไม่พึงกล่าวถึง) ความพยายามก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตทางศีลธรรมและจารีตของกลุ่มชนชั้นกลางไทยหัวก้าวหน้าจึงเป็นกระบวนการที่ทุรนทุรายและแทบจะเป็นไปไม่ได้ หากขาด "การตระหนักรู้" ถึงเครือข่ายโยงใยทางศีลธรรมที่สังคมใช้ควบคุมและกำกับ "จิตใต้สำนึก" ของเราอยู่อย่างแยบยล ? 
สายตา "รู้สึกผิด" ของเด็กหนุ่มเนิร์ดอาจกำลังสะท้อนความขัดแย้งเบื้องลึกที่ซับซ้อนนี้ของสังคมไทยร่วมสมัย !

"ฟิน" นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ผ่านมุมมองด้านเพศและเซ็กซ์ เพื่อสำรวจลักษณะของความสัมพันธ์นี้ ที่มีทั้งความรุนแรงและความอ่อนโยน ความเศร้าและความสุข ความละอายและความพึงพอใจ ความน่าขบขันและความเป็นโศกนาฏกรรม เพื่อตั้งคำถามที่กว้างกว่า นั่นคือคำถามว่าด้วยธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

อะไรคือความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ที่ระดับ "ศูนย์" คือ ระดับที่ไร้การเคลือบเงา ณ จุดที่เราเปราะบางที่สุด ณ จุดที่เราเปลือยเปล่าที่สุด ณ จุดที่ความรุนแรงไม่แตกต่างจากความอ่อนโยน ณ จุดที่เส้นแบ่งระหว่างความรักกับเซ็กส์เลือนลาง ?

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ "เซ็กส์" ในการแสดงชุดนี้มีไว้เพียงแค่สำหรับเพศหญิงเพศชายเท่านั้น ไม่มีพื้นที่สำหรับคนรักร่วมเพศหรือคนไร้เพศหรือคนที่มีรสนิยมทางเพศเบี่ยงเบน (แม้จะมีฉากความหลงใหลของเด็กหนุ่มต่อรองเท้าส้นสูง แต่ก็ขาดความเชื่อมโยงกับตรรกะทั้งหมดของเรื่องและไม่มีความหมายใดต่อพัฒนาการของเรื่อง)

และเป็นที่น่าเสียดายที่ "la fin" หรือตอนจบของเรื่องมีกลิ่นอายโรแมนติกและมีความเป็น "ขนบ" ซึ่งลักลั่นกับภาพหลอน ภาพฝันและแฟนตาซีเซ็กส์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าซึ่งได้ทำการสั่นคลอนความเชื่อและมายาคติเกี่ยวกับเรื่องเพศ

และนี่อาจจะเป็นอีกเส้นแบ่งพรมแดนที่ศิลปินไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้

อย่างไรก็ดี อาจถือได้ว่าการแสดงสื่อผสม "FIN" the fetichism story เป็นหนึ่งใน"ละครอิสระแห่งปี" ที่เรา เสรีชนผู้มีใจรักในศิลปะและเชื่อมั่นในอิสรภาพแห่งการแสดงออกควรต้องไปดู เพราะ "FIN" ตั้งคำถามกับ "ข้อจำกัด" ที่มีอยู่มากมายโยงกันเป็นใยแมงมุมที่หนาแน่นในสังคมไทย เพื่อลุกล้ำท้าทายบรรทัดฐานทั้งหลาย ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่บรรทัดฐานทางศีลธรรม แต่หมายรวมถึงข้อจำกัดที่คับแคบของคำว่า"ศิลปะ" ของกระทรวงวัฒนธรรมและสังคมไทย

ดังนั้น การไปชม "FIN" the fetichism story จึงถือเป็นการประกาศก้องและตอกย้ำถึงเสรีภาพที่จะมี "ทางเลือก" ในการเสพงานศิลปะ, เป็น "การแสดงออกถึงรสนิยมทางสุนทรียะ" (aesthetic act) และ "การแสดงออกทางการเมือง" (political act) ในเวลาเดียวกัน เพราะนี่คืองานนอกกระแส ณ ชายขอบของพื้นที่ทางวัฒนธรรม ไร้เงินก้อนโตจากงบไทยเข้มแข็ง และมีเพียงความต้องการ "สื่อสาร" ของคณะผู้สร้างเท่านั้นที่ทำให้การมีอยู่ของมันเป็นจริงได้

จึงมีเพียงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ "คณะผู้ชม" และการวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น ที่จะทำให้ "ศิลปะการละคร" ของคณะละครเวทีอิสระร่วมสมัยของไทยสามารถจะมีพัฒนาการได้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ทั้งในเชิงความคิดและเทคนิคการนำเสนอ และสามารถที่จะเอาตัวรอดในทางเศรษฐกิจท่ามกลางกระแสนิยมทุนได้

หมายเหตุ "FIN" the fetichism story จัดแสดงที่ Democrazy Theatre Studio ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2554 เวลา 20.00 น. (เสาร์ อาทิตย์ เพิ่มรอบ 16.00) บัตรราคา 350 บาท
จองบัตรได้ที่ 
www.bananabooking.com หรือ โทร 081-1732097
ดูวีดีโอประชาสัมพันธ์ได้ที่ 
http://www.youtube.com/watch?v=YQu-CAcZFHI
หรือ Facebook event http://www.facebook.com/event.php?eid=176603429051662

ตีพิมพ์ครั้งแรกในมติชนออนไลน์ 2 เมษายน 2554 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1301742766&grpid=no&catid=08

ศิลปะหลังการสังหารหมู่ พฤษภา 53

ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม http://prachatham.com/detail.htm?code=n2_08032011_02
เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2554 ที่ผ่านมา ณ ร้าน "เล่าจ.เชียงใหม่ มีการจัดงานเปิดนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำ Gray "Red-Shirt" ของกานต์ ทัศนภักดิ์ ซึ่งจัดแสดงระหว่างวันที่ วันที่ 5 - 26 มีนาคม 2554 พร้อมการเสวนาเรื่อง"คน ศิลปะ การเมือง" โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ รศ.ดร. ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ ม.พายัพวันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ
อ.วันรัก ได้เสวนาแลกเปลี่ยนถึง ศิลปะหลังจากมีเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง หรือ การสังหารหมู่เดือนพฤษภาคม 2553 ว่า มีปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมและงานศิลปะแบบใดที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จนนำมาสู่สิ่งที่เราเห็นรอบๆตัวเรา แล้วอภิปรายว่ามันเป็นการเมืองบนงานศิลปะอย่างไรและศิลปะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าในการช่วงชิงปริมณฑลของศิลปะมีความสำคัญมากเพียงใด

...................................................
 

Mass media cultural manifestation หลังการล้อมปราบ
สิ่งที่เกิดขึ้นและปรากฎอยู่ในสื่อกระแสหลักในสังคมไทย (Mass media cultural manifestation) ทำให้เกิดคำถามอยู่ในใจว่า หลังจากการสังหารหมู่แล้ว ในปริมณฑลของศิลปะมันจะสามารถสื่อถึงอะไรได้บ้าง แล้วมันยังมีวิธีการสื่อแบบใดได้บ้าง เป็นแบบเก่าที่เราเคยใช้มา หรือเราจำเป็นที่จะต้องสร้าง วิธีการ กระบวนการสื่อความหมายในงานศิลปะเหล่านี้ใหม่ (Renew)
หลังจากเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ ประมาณ 1 เดือน มีงานเชิงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม อย่างคอนเสิร์ตที่ชื่อว่า "Together we can" ที่สยามพารากอน มีงานที่เป็นประวัติศาสตร์อันน่าละอายของเมืองไทยคือ Big Cleaning Day  และก็มีวันสังคมสงเคาระห์ที่จะให้คนเรารักกัน หรือที่เชียงใหม่ก็จะเห็นได้ว่ามีป้าย "เฮาฮักกัน" อยู่เต็มไปหมด
นอกจากนี้ ยังมีเพลงป๊อปเพื่อชีวิตในยูทูปเยอะมาก เป็น 10-20 เพลง เช่น เพลงขอความสุขกลับคืนมาของรวมศิลปิน หยุดทำร้ายประเทศไทยของคาราบาว(มีเสียงขลุ่ยด้วย ฟังแล้วเป็นสุนทรียศาสตร์) บ้านเราจะเหมือนเดิมของเจนิเฟอร์คิ้ม (อันนี้จะเป็นทำนองไทยเดิม มีหลากหลาย) รวมเป็นไทยของเสกโลโซ อยากเห็นคนไทยรักกันได้อย่างเดิม  เป็นต้น มีวีดีโอคลิป  และมีสิ่งที่น่าสนใจที่อาจสะท้อนงานวันนี้ คือ Photo Exhibition เป็นนิทรรศการภาพถ่ายที่ชื่อว่า "คืนรอยยิ้มให้สยาม" เป็นภาพถ่ายรอยยิ้มของ ดารา ศิลปิน พวกไฮโซผู้มีชื่อเสียง(Celebrity) และคนสำคัญต่างๆซึ่งจัดอยู่ที่สยามเซ็นเตอร์  (ประเทศไทยเรามีความสุขมากหลังจากคนตายเป็นจำนวนมาก) มีนิทรรศการ Heart to Heart จากหัวใจถึงหัวใจ เป็นศิลปะเพื่อความหวัง ความสุข และความรัก (จัดวันที่ 31ส.ค.-31ต.ค.)
ในช่วงเวลาหกเดือนหลังเหตุการณ์ มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น  ถ้าเราฟังดูจะพบว่ามันมีความเป็น Common ด้วยกัน คือ เทคนิคของการสื่อ กลุ่มคำที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นความรัก รอยยิ้ม แล้วจะมีภาพแบบที่เราไม่ได้ไปดูก็พอเดาได้ เช่น ภาพคนพิการ ภาพเรารักในหลวง แลนด์ ออฟ สมายด์ คนไทยเราช่วยกัน และภาพสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ภาพศาสนาพุทธ เพราะคนไทยเราเป็นคนพุทธ เรารักกันผ่านสถานบันความเชื่อต่างๆเหล่านี้ ที่ผูกขาดความรักไว้
ในอีกด้านหนึ่งมีศิลปะที่เขาพยายามสื่อภาพตรงกันข้ามของสิ่งเหล่านี้  คือ ภาพความรุนแรงของคนเสื้อแดง เป็นภาพของการใช้อาวุธที่ดูไม่รุนแรง แต่มีการนำเสนอภาพให้ดูรุนแรง อันนี้คือ ปรากฎการณ์ของการเล่าเรื่อง กล่าวคือ เมื่อคุณมีเรื่องเล่าชุดหนึ่งที่คุณต้องการสื่อจากงานศิลปะ จะมีเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่งที่ตรงกันข้าม ไม่ได้บอกตรงๆ แต่จะสื่อให้เราเห็น อันนี้เป็นประเด็นที่เห็นว่า เรื่องเล่าทางศิลปะก่อให้เกิดอำนาจ ซึ่งมันก็จะผูกโยงกับความเป็นการเมือง
และสิ่งหนึ่งที่มากับปรากฏการณ์ศิลปะของรัฐไทย ชนชั้นนำหรือชนชั้นกลางในเมือง คือมันไม่ได้มาแบบเชยๆ นิทรรศการเหล่านี้มันไม่เชยเลย มันเท่ห์ เจ๋ง แนวมาก ถ้าเราเป็นวัยรุ่นแล้วเราอยากจะแนวก็ต้องเสพงานเหล่านี้ เพราะมันสะท้อนความเป็นเรา
รัฐไทย หรือชนชั้นนำไทย มีความสามารถมากในการเอาความเจ๋งของกราฟฟริกดีไซน์ มาใช้เพื่อสถาปนาเรื่องเล่าแบบนี้ และมันยิ่งดูดึงดูดคนรุ่นใหม่ ถ้าเกิดใครได้ไปดูการชุมนุมครั้งใหญ่มาก ก่อน 19 กันยาฯที่ราชประสงค์ รอบเซ็นทรัลเวิร์ล จะมีคัตเอาท์ใหญ่มาก เป็นส่วนของนิทรรศการ Heart to Heart ซึ่งเป็นกราฟฟิกดีไซน์ เท่ห์มาก แต่ที่น่าสนุก คือ พอมีวันอาทิตย์สีแดงก็มีคนไปเขียนคำบางอย่าง(ที่พูดไม่ได้ในสังคม)
เราประมาทอำนาจทางสุนทรียศาสตร์ของรัฐไทยเป็นอย่างมาก เพราะเขาไม่ทำ "เชย เชย" เขาใช้ฟรอนซ์ นิวยอร์ก เขาใช้คนที่เป็นศิลปินหรือผู้นำทางความคิด ผู้นำทางศิลปะมาทำงานเหล่านี้ และมันผูกโยงเรื่องของวัยรุ่นด้วย เช่น ในกรณีของ Fat Radio ซึ่งเป็นรายการวิทยุของคนรุ่นใหม่ หรือเด็กแนว เปิดเพลงแนวอินดี้  แต่ตอนนี้ กอรมน. เข้ามาเทคโอเวอร์ โฆษณาเป็นของกอรมน.ทั้งหมด แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะเด็กแนวไทยมักจะเป็นขวาอนุรักษ์นิยม ทั้งที่ควรจะเป็นซ้ายแบบต่างประเทศ
กอรมน.เขาให้เงินเยอะมากและทำแคมเปญ ชื่อว่า โมโซ (Mo-so ย่อมาจาก Moderation Society ซึ่งแปลว่า สังคมพอประมาณ-ผู้เรียบเรียง) ถ้าใครขึ้นรถไฟฟ้า บีทีเอส ก็จะเห็นแคมเปญโฆษณา ซึ่งเขาทำได้เทห์มาก นี่คือสิ่งที่จัดแจงให้เป็น Mass Media culture จะเห็นว่าหลังการสังหารหมู่มันมีภูมิทัศน์เยอะมาก
เราควรจะตระหนักว่าในพื้นที่ของการต่อสู้ ซึ่งเรามักจะคิดว่ามันต้องผ่านเวทีวิชาการ แต่ว่ารัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ อาจไม่ได้สนใจที่จะต่อสู้ในเวทีวิชาการ เครื่องมืออันหนึ่งของเขาที่น่าสนใจ คือ การใช้ Mass media culture รวมกับศิลปะในการปลูกฝังภาพแบบหนึ่ง และมันก็เวิร์กมาก ฉะนั้นเราควรตระหนักถึงความเป็นการเมืองของงานศิลปะ มันมีผลกระทบสูงในระยะยาวอย่างที่เราคาดไม่ถึง คนมักจะคุยกันแต่รัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ทางการเมือง ซึ่งก็ไม่ได้ปฏิเสธเพราะเป็นสิ่งจำเป็นมาก แต่ว่าคนที่ปิดใจเขาจะไม่ฟังหรอกว่า ทำไมต้อง "ตาสว่าง" หรือ เข้าใจภาพขาวดำในงานนี้ บางคนบอกมันคือภาพของความรุนแรง
เมื่อสังคมเข้ามาถึงความขัดแย้งระดับหนึ่ง จะไม่ยอมฟังอีกฝ่าย อย่างคนเสื้อแดงในระดับทั่วไปก็คงไม่ฟังสิ่งที่เสื้อเหลืองพูด ฉะนั้นงานศิลปะและงานเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม เป็นสิ่งสำคัญมากในกระบวนการเปลี่ยนแปลง และเราไม่ค่อยพูดถึงเรื่องความเป็นการเมืองของศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งเราควรตระหนักตรงนี้และนำมาใช้  เราควรจะเป็น Terrorist ทางวัฒนธรรม
การเปิดพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญและเราก็รู้อยู่ว่าในสังคมไทยที่มีการเซ็นเซอร์ที่ทุกอย่างถูกผูกขาดโดยสถาบันข้างบน พื้นที่มันไม่มีให้กับความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะเปิดพื้นที่ของตัวเอง เพื่อนำไปสู่การที่คนอื่นเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกับเราด้วย

ศิลปะคนเสื้อแดง  ศิลปะกระแสรอง ปริมณฑลการต่อสู้
ในส่วนของคนเสื้อแดง ก็จะมีคอนเสิร์ตที่ธรรมศาสตร์  เป็นคอนเสิร์ตที่หลากหลาย เปิดโอกาสการถกเถียงกัน (discuss) กัน ใช้วิธีการเอากิจกรรมในการชุมนุมขึ้นเวทีเพื่อระดมทุนช่วยเหลือคนที่ติดคุก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ
แต่อย่างที่พูดกันว่าพื้นที่เหล่านี้ของคนเสื้อแดงถูกผูกขาด ฉะนั้นประเด็น คือ เราจะสร้างพื้นที่ขึ้นมาได้อย่างไร ในพื้นที่อันจำกัดที่ให้เราสามารถแสดงออกได้ และนำวาทกรรมกระแสรองให้ไปอยู่ในเรื่องเล่ากระแสหลัก อย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาฯที่เรารับรู้ตอนนี้เป็นเรื่องเล่ากระแสรองในตอนนั้น  เพราะช่วงเวลานั้นไม่มีใครคิดว่านักศึกษาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มันไม่ต่างกับที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องทำร่วมกัน คือ สร้างเรื่องเล่ากระแสรอง เพราะ ศิลปะหรือเรื่องเล่าที่เราสร้าง มันมีความเป็นประวัติศาสตร์อยู่แล้ว จนกระทั่งเวลาผ่านไป มันอาจจะกลายเป็นเรื่องเล่ากระแสหลัก
เรามักจะรู้สึกเกินจริง(Overestimate) ไปว่า ปรากฎคนเสื้อแดงมันกำลังจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง เหมือนกับว่า เราก็ต้องกลับมาดูที่ตัวเราว่า ถ้าเราออกไปจากวงของคนเสื้อแดง สิ่งที่เราคุยกันอยู่ เขาไม่รู้เรื่องเลย และไม่คิดที่จะรับรู้ด้วย   แต่เขาไปซาบซึ้งในงานศิลปะกระแสหลักที่ส่วนใหญ่เนื้องานเหมือนที่เราเรียนมาตอนประถม ผนวกกับ ช่อง 11
การปะทะกันของเรื่องเล่ากระแสหลัก กระแสรอง เราเห็นได้โดยทั่วไปอยู่แล้ว เราอ่าน เอเอสทีวี มติชน เราก็เลือกกันว่าจะเชื่อชุดไหน และมันเป็นเรื่องปกติที่ต้องมีอยู่ในสังคม เพราะแต่ละคนย่อมเลือกที่จะเชื่อและยืนหยัดตรงนั้น ซึ่งตรงนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่ปัญหาตอนนี้คือ คนที่ผูกขาดอำนาจหรือคนเลือกที่จะเชื่อแบบกระแสหลัก ห้ามคนอื่นที่คิดไม่เหมือนกัน ไม่ให้มีชีวิตอยู่ได้ อันนี้ต่างหากที่เราต้องปรับกระบวนทัศน์และฉันทามติทางสังคมใหม่ เราไม่ควรพูดให้คนมารักกัน แต่ทำยังไงให้เราเคารพและอยู่ด้วยกันได้บนความขัดแย้ง
ตอนนี้คำถามในงานศิลปะ ที่อยากจะให้ช่วยกันคิด คือ คุณจะผลิตงานศิลปะทุกอย่าง(รวมถึงกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น) อย่างไรหลังจากที่มีการฆ่าแล้ว ใช้ภาษาไหน อย่างไร
หากเรานึกถึงงานศิลปะหลังเหตุการฆ่าเรื่องการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกา (Post Africa"s Appetite) ซึ่งงานศิลปะมันเปลี่ยนแปลงทันที โดยคนแอฟริกาใต้หันมาเขียนงานเกี่ยวกับ "คนตัวเล็ก" เพราะเขาคิดว่าการพูดถึงงานทางการเมืองมันทำให้เกิดการสังหาร ต้องเปลี่ยนวิธีการอธิบาย(Mode of Expression) หรือในอินเดียก็มีการพูดถึงคนตัวเล็กหลังการสังหารหมู่อย่างงานเรื่อง "พระเจ้าของสิ่งเล็กๆ"
งานศิลปะในเมืองไทย ส่วนใหญ่จะเครียด ไม่มีงานศิลปะที่ตลกแต่แฝงด้วยสัญญาลักษณ์อย่างงานของ Danksy ที่ถ่ายภาพตำรวจอังกฤษยืนฉี่ ซึ่งดูแล้วขำ แต่สะท้อนให้เห็นว่า สัญลักษณ์ทางอำนาจของรัฐอังกฤษเป็นเรื่องตลก
คนที่สนใจงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นซ้าย หรือขวา ต้องตั้งคำถาม
อ.นพพร พูดว่า "ถ้างานวรรณกรรมหรืองานศิลปะไม่มีเสรีภาพอยู่ภายใน งานนั้นก็เป็นแค่มายาคติ "

ความเป็นการเมืองของศิลปะ และงานภาพถ่าย Gray "Red-Shirt"
เรามักจะพูดว่าศิลปะมาจากจุดยืน อุดมการณ์ ทางการเมือง ซึ่งก็ยังสงสัยอยู่ว่าจำเป็นหรือเปล่าที่ศิลปะต้องสร้างเพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองแบบหนึ่ง  และเป็นประเด็นที่คนเถียงกันเยอะมาก   อย่างในรัสเซียหรือจีน มีศิลปะการโฆษณาชวนเชื่อ(Propaganda) เรื่องสังคมนิยม หรือในเมืองไทยก็มี แต่ว่าในภาวะอย่างนี้สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในการสร้างงานศิลปะอย่างภาพชุดนี้ คือมันมี "เรื่องเล่า" ของมันอยู่ และ "เรื่องเล่า"นี้เป็นสิ่งที่คนอยู่กับมันทุกวัน ทุกเวลา อย่างเช่น เราจะเดินไปมช.มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่เราอาจจะเล่าแบบไหนก็ได้ อาจจะเล่าว่าเห็นนกเห็นไม้ อันนี้เป็นเรื่องเล่าที่เราต้องเล่าออกมา มันเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจทางศิลปะที่ก่อให้เกิด "เรื่องเล่า"
อย่างงานในวันนี้เราลองมาดูเรื่องเล่า ว่าเป็นเรื่องเล่าแบบใด เอาตัวเองเข้าไปผูกกับมันได้แค่ไหน แล้วเรื่องเล่านี้มันสะท้อนอะไร มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า
ศิลปะคือการกระแทก บ่อนเซาะ ความจริงที่เราถือว่าเป็นธรรมชาติ อย่างความรักต่างๆที่เรามักจะถือว่ามันเป็นธรรมชาติ อย่างความรักพ่อแม่เรารักเพื่อนเราถูกถือว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุด แต่โดยเนื้อแท้ทางงานศิลปะถือว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นให้มีความเป็นธรรมชาติ  นี่คือ Narrative ชุดหนึ่งว่าเราจะต้องรักพ่อแม่ เป็นผู้หญิงเราต้องเป็นผู้หญิงแบบนี้ เป็นพลเมืองไทยต้องเป็นพลเมืองแบบนี้ เป็นต้น
หลังการสังหารหมู่แล้วคิดว่าควรจะมีงานศิลปะที่บ่อนเซาะตั้งคำถามต่างๆ  สร้างจิตสำนึกของความเป็นกบฎ และคิดว่ามีแต่งานศิลปะที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้
งานชุดนี้ที่อ.ไชยันต์บอกว่ามันทำให้เราเห็นภาพคนตัวเล็กๆ  มันจึงนำไปสู่การตั้งคำถาม  และการตั้งคำถามจะต้องนำไปสู่การถกเถียง สิ่งที่เมืองไทยไม่มี ก็คือมีพื้นที่ของการถกเถียงหลังการตั้งคำถาม ซึ่งเราต้องเปิดพื้นที่นี้เยอะๆ อย่างในประเทศที่เขาพัฒนาแล้วจะมีองค์กรศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Art for change) และมีคำหนึ่งที่ชอบมาก คือ "Art the change your self  (จงทำความเปลี่ยนแปลงให้เป็นศิลปะด้วยตัวของคุณเอง) และมันโยงมาเรื่องผู้ก่อการร้ายทางวัฒนธรรม ซึ่งมันจำเป็นอย่างมากต่อสังคมเราที่ไม่มีพื้นที่เพราะข้อจำกัดทางกฏหมาย และมันจะทำให้เกิดพลังอะไรบางอย่าง
สิ่งนี้เองที่ทำให้งานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ทางศิลปะที่เกิดขึ้นหลังการสังหารหมู่ แต่คำถามต่อมาคือ วิธีการนำเสนอมันได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือเปล่า แล้วเราจะพูดถึงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงและคนเสื้อเหลืองด้วยภาษาแบบเดิมได้หรือเปล่า อย่างที่อ.ชูศักดิ์ พัฒนกุลวานิช วิจารณ์บทกวีของคุณกฤตว่า ใช้มลภาวะทางภาษาใส่เข้าไปในบทกวี ผลที่เกิดขึ้นแทนที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง คุณกลับผลิตซ้ำวาทกรรมเดิม
งานชิ้นนี้ของคุณ กานต์ มันทำให้เกิดคำถามที่ว่า มันต้องมีการฆ่าก่อนเหรอ ถึงจะมีการ Renew งานศิลปะ และตอนนี้งานศิลปะมันน้อยแล้ว ความหลากหลายยังน้อยอีก งานกวีนิพนธ์ที่เราอ่านกันก็ปลุกเร้าดี แต่มันยังน่าเสียดายที่ยังใช้วิธีการและสัญลักษณ์ชุดเดิม  (หรือว่ามันจำเป็น) มันจึงไม่นำไปสู่ความเป็นไปได้ในความฝันแบบใหม่
ตอนนี้สังคมไทยขาดการเปิดวิสัยทัศน์ว่า มันสามารถมีสังคมแบบอื่นได้อีก สังคมไทยไม่จำป็นที่จะต้องสามัคคีกัน  ภาพสังคมแบบอื่นที่ไม่ต้องสามัคคีกันมันมีได้

Prapagandist art, Autonomous art, Critical art, Et Caetera Art... ศิลปะ ศิลเปรอะ?


ได้รับเชิญให้ไปพูดในงานสัมมนาเปิดตัวงาน "เทศกาลฝังความทรงจำ" ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ในหัวข้อกว้างๆคือ "Siam Inception Process การปลูกสร้างความคิด ความเชื่อในสังคมไทย" ร่วมกับนักวิชาการรุ่นพี่เก๋าๆหลายคน และหัวข้อที่คิดไว้ในใจว่าอยากจะพูดคือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมและศิลปะหลังเหตุการณ์ massacre เมษา-พฤษภา 2553

คิดว่าจะแบ่งเป็นสองส่วนคือ

ส่วนแรก ทำ literature review ของงานต่างๆ หลังเหตุการณ์นองเลือด ซึ่งจำแนกได้เป็นสองประเภท คือ (1) งานเชิงสังคมวัฒนธรรมพวก Mass Media Culture และ (2) งาน "ศิลปะ" พวก Art exhibition วรรณกรรม (โดยเฉพาะกวีนิพนธ์และดนตรี)
ในส่วนนี้ จะสรุป form and content ว่ามีลักษณะอย่างไรโดยภาพรวม, สะท้อน "วาทกรรม" อะไร สอดรับหรือ confirm  "ร่องหลุม" ทางความคิดความเชื่อของคนไทยที่หมุนเวียนในสังคมอยู่แล้วอย่างไร และไปตอกย้ำ ภาพ simulacra ของสังคมไทย/คนไทย/ประเทศไทย (อัตลักษณ์ไทยอันอนุรักษ์นิยม) อย่างไร
ที่ย้อนแย้งที่สุดคือ Mass Media Culture และศิลปะเหล่านี้ ที่ทำออกมา เท่ๆ ล้ำๆ เจ๋งๆ แนวๆหรือ high-so มีสุนทรียะศาสตร์ ควรจะมีลักษณะ "ขบถ" "บ่อนเซาะ" ความอนุรักษ์นิยม (คือควรจะออกมา avant-garde) กลับเต็มไปด้วย เนื้อหาและจุดยืน ที่อนุรักษ์นิยมยิ่งกว่าอนุรักษ์นิยม (เหนือกว่าอนุรักษ์นิยมเพราะจำแลงแปลงกายและชุบตัวภายใต้เสื้อคลุมของความ cool และก้าวหน้า) ไม่ต่างจากภาพวาดฝาผนังวัดพระแก้ว (ที่เชิดชูพุทธศาสนาเพื่อเสริมระบอบราชาชาตินิยม และกีดกันศาสนาหรือความเชื่ออื่นๆในเวลาเดียวกัน) หรือไม่ต่างจากศิลปะ Socialist realism ในสมัยสตาลินหรือเหมา เจ๋อ ตุง (ที่เชิดชูศิลปะกรรมาชีพ และเกลียดชังศิลปะกระฎุมพีในเวลาเดียวกัน)
คืออนุรักษ์นิยมที่ผ่านการแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ในสังคม Mass media culture ที่ความเท่วัดกันที่รูปลักษณ์ของ campaign

ส่วนที่สอง คือความพยายามตอบคำถามอันสุดแสนยากเย็นว่า ในเมื่อสังคมไทยถูกผูกขาดการสร้างวัฒนธรรม/ศิลปะโดยคนกลุ่มนี้ ผ่าน propagandist discourse (กลายเป็น propagandist culture/art แล้วแผ่ขยายไปยังคนกลุ่มอื่นๆในสังคมผ่าน Mass media) แล้ว เราจะสร้างงานศิลปะหรือกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมอื่นๆได้อย่างไร โดยไม่ให้ตก "ร่อง" เดียวกัน คือ ร่องของการทำ propaganda? 
หรือว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นความเสี่ยงที่ต้องยอมรับ ยิ่งหากผูกกับบริบททางสังคมการเมืองด้วยแล้ว (เพราะสังคมการเมืองของเราอยู่ในยุค victorian คือ pre-modern) การสร้างของเราจึงต้องมีลักษณะเชิงปฏิกิริยาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ?
หรือไม่จำเป็นต้องสร้าง Mass culture เข้ามาต้าน แต่ทำการ "ก่อการร้าย" ทางวัฒนธรรมแบบ subculture ภายใต้กรอบทางความคิดและยุทธวิธีคล้ายพวก Street art?

นี่คือคำถามโลกแตกของความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและการเมือง!

หรือจริงๆแล้ว เราอาจจะต้องเชื่อ Theodor Adorno ว่าเราต้องผลิต Autonomous art ที่เป็นเอกเทศ ไม่ได้มุ่งวิจารณ์อุดมการณ์ทางการเมือง แต่หาได้ปราศจาก "ความเป็นการเมือง" ไม่?
ท้ายที่สุดแล้วคำถามจริงๆคือ คำถามเชิง aesthetics ว่าด้วย "ความเป็นการเมือง" ที่มีอยู่ภายในตัวอยู่แล้วของ "ศิลปะ" หรือพูดในกว้างที่สุดในบริบทของไทย คือพูดถึง "ความเป็นการเมือง" ในกิจกรรมเชิงสังคมวัฒนธรรมอื่นๆทั้งหมดด้วย
แล้วเราจะตกร่องของกลุ่มนักคิดที่บอกว่า ทุกอย่างคือการเมือง เกินไปหรือไม่?

จะเอาอะไรเป็นตัวตั้งระหว่าง การต่อสู้ทางอุดมการณ์ หรือ การแสดงออกเชิงสุนทรียะ?

แต่หลังจาก "การสังหารหมู่" ที่เกิดขึ้นจริง เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าศิลปะไม่สามารถ "ลอยนวล" ลอยตัวเองสูงส่งจากสังคมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้... ดังนั้น การผลิตงานศิลปะหรือกิจกรรมทางสังคมใดๆ post-may 2010 นั้น จะต้องตอบ "คำถามเชิงจริยธรรม" เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและการเมืองในบริบทที่ precise ของไทยนี้ให้ได้

หรือเราควรใช้ model ของสังคม post-colonial อย่างแอฟริกาใต้ คือ เล่าเรื่อง personal ของตัวเองโดยไม่ต้องจงใจเล่าเรื่อง political ที่ใหญ่กว่าตัวเองเกินไปมาก? เพราะเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเล่าเรื่องส่วนตัว คือการเล่าเรื่องการเมืองนั่นเอง เพราะเราอยู่ภายในโครงสร้างของความขัดแย้งและการชิงดีชิงเด่นระหว่างอุดมการณ์

หรือคล้ายกับบรรยากาศหลัง Auschwitz ที่เราไม่ควร jump to creation แต่ควรจะย่ำอยู่บน questions อยู่กับที่ให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อ สอบทาน และ ครุ่นคิด อย่างจริงจังว่า หลังการฆ่าคนไทยด้วยกันเอง เราจะพูดถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร? โดยใช้สื่อใด?

ประเด็นอีกอันที่คงต้องถามต่อไปคือ รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง "ทุน" (และ "สถาบัน" ทางสังคมอื่นๆ) กับการผลิตงานศิลปะ

ในโลกทุนนิยมเสรีนิยม... เสรีภาพของศิลปะมีจริงหรือ?
นอกจากตัวเงิน (แหล่งทุน) แล้ว รูปแบบของควาสัมพันธ์ยังมีลักษณะ "เชิงคุณค่า" (รวมถึงผลตอบแทนเชิงคุณค่า) เชิง "วาทกรรม" (ในความหมายของฟูโกต์ คือไม่ใช่แค่การใช้ภาษาเท่านั้น)
แล้วมันทำงานยังไง?
ศิลปิน = เหยื่อ? =ฆาตรกร? หรือเป็นสอง? 

“คำพิพากษา" กรณีฟิล์ม-แอนนี่ : “ฮีสทีเรียทางศีลธรรม” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย


ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ใครที่ไม่รับรู้ข่าวความสัมพันธ์ระหว่างนักร้องดัง ฟิล์ม รัฐภูมิ กับดาราสาว แอนนี บรู๊คก็นับว่าเป็นคนตกกระแสสังคมไปเลยทีเดียว

เหตุเกิดจากข่าวลือเรื่องฟิล์มใช้เงินสองแสนบาทปิดข่าวเรื่องทำดาราสาว อ. คนหนึ่งท้อง จนทำให้ฟิล์มต้องออกมาแถลงข่าวยอมรับว่าเคยคบหากับแอนนี่ ตามมาด้วยการที่แอนนี่อุ้มลูกน้อยวัย 3 เดือนไปออกรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ของสรยุทธ สุทัศนจินดา หลังจากนั้นเราก็จะเห็นการ ทยอยกันออกโรงของ “ตัวละคร” ตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเฮียฮ้อ ค่ายอาร์เอส, จดหมายจากเรือนจำของเสี่ยอู๊ด ผู้เคยตกเป็นข่าวมีความสัมพันธ์กับนักร้องหนุ่ม, บทสัมภาษณ์ของพจน์ อานนท์ และล่าสุด นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช นายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ของพิธีกรดังคนเดิมทางช่อง 3

ยังไม่นับรวมการแสดงความคิดเห็นอย่างดุเด็ดเผ็ดมันของสาธารณชนในพื้นที่สาธารณะต่างๆ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ อย่างเวปไซต์พันทิปดอทคอม ที่สะท้อนให้เห็นพายุไต้ฝุ่นทางอารมณ์ของชาวไทยที่มีหัวใจโอบอ้อมอารี แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมเข้าจู่โจมทำลายล้างบุคคลใดก็ตามที่พวกเขาเห็นว่าเป็นภัยต่อ “ความสงบสุขเรียบร้อยทางศีลธรรม” ของบ้านเมืองโดยเฉพาะถ้าคนนั้นเป็นบุคคลที่เขาเรียกว่า “บุคคลสาธารณะ”

แรงกดดันจากกระแสสังคมที่โหมกระหน่ำนี้ทำให้ฟิล์มออกมาแถลงข่าวอีกครั้งในวันที่ 23 กันยายน 2553 โดยกล่าวว่า "ผมยอมทุกอย่างไม่ว่าจะให้ทำอะไร ผมขอบคุณทุกคนจริงๆนะครับ ผมไม่มีอะไรจะพูด" [1] นับเป็นการปิดองก์แรกของเรียลลิตี้โชว์ ตอน “โศกนาฏกรรมของชีวิต (คนอื่น) คือสุขนาฏกรรมของเรา (คนไทย)”

เรียลลิตี้โชว์ชีวิตฟิล์ม-แอนนี่ครั้งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างแยบยลและเป็นขั้นเป็นตอนโดยสื่อมวลชนและกระแสสังคมดังที่เราได้เห็นจากการนำเสนอข่าวแบบลูกปิงปอง และทุกภาคส่วนในสังคมก็พร้อมจะออกมาเชียร์และเลือกโหวตปกป้อง V 1 “คนดี” ในดวงใจของตนเองและเลือกโหวตออก V 2 ที่ตนเห็นว่าเป็น “คนเลว”

“คนดี” ทุกหมู่เหล่าของสังคมไทยพร้อมใจกันดาหน้าเข้าร่วมวิวาทะเพื่อหาข้อสรุปแบบฟันธงว่าใครคือ “พระเอก” ใครคือ “นางร้าย” ว่าใครคือ “ตัวร้าย” ใครคือ “นางเอก” หรือไม่ก็แข่งขันกันต่อคิวเข้าประกวดรับรางวัล “บุคคลตัวอย่าง” โดยการแย่งชิงพื้นที่ ทั้งทางสื่อกระแสหลักและพื้นที่ออนไลน์ เพื่อแสดง “ความสูงส่งทางจริยธรรม” ของตนเองให้ปรากฎเป็นที่ประจักษ์แก่สังคม ราวกับเป็นการร่วมลงแขกเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ทางจริยธรรมที่ถูกกดทับไว้ใต้สำนึกทางศีลธรรมของตน

ศาลเตี้ยได้ถูกสถาปนาขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดในพื้นที่สาธารณะ และการเข่นฆ่าประหารชีวิตได้ถูกกระทำขึ้นอย่างเลือดเย็นภายใต้ข้ออ้างเรื่อง “ความถูกต้อง”, “จิตสำนึกทางศีลธรรม” แม้กระทั่ง “ความยุติธรรม” ที่นางระเบียบรัตน์ใช้สร้างความถูกต้องให้กับการ “โหวต” ของตน

กรอบคิดเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม ของการเป็น “คนดี” ที่สังคมไทยสถาปนาให้เป็น “คุณค่าสูงสุด” ซึ่งราษฎรไทยพึงยึดถือเป็น “ความจริงสูงสุด” ได้แสดงแสนยานุภาพของตนเองในพื้นที่สาธารณะผ่านกรณีฟิล์ม-แอนนี่ได้อย่างไม่ขัดเขิน

การพยายามตัดสินว่าใครผิด/ถูก ใครดี/เลว ใครขาว/ดำ ในนามของ “ลัทธิศีลธรรมนิยม” นี้กลายเป็นบรรทัดฐานเชิงคุณค่าที่สังคมมักจะใช้ครอบและตัดสินปรากฎการณ์ใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ โดยไม่ใส่ใจว่ากรณีแต่ละกรณีมีบริบทที่เฉพาะเจาะจง มีความซับซ้อนอ่อนไหวต่างกันไป และ ในกรณีเฉพาะเจาะจงนี้ มีเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่ไร้เหตุผลมาเกี่ยวข้องด้วย

นี่เป็นอาการของ “โรคร้ายเรื้อรัง” ที่กำลังแพร่กระจายไปทั่ว “ร่างกาย” ของชาติไทย

นั่นก็คือ “โรคคลั่งความดี/ความถูกต้อง” และเชื้อร้ายของมันก็ค่อยๆปรากฎอาการให้เห็นในรูปของ “ฮีสทีเรียทางศีลธรรม”

ในกรณีตัวอย่างนี้ ความบ้าคลั่งได้พุ่งเป้าไปที่ “เหยื่อ” สองราย ฟิล์มและแอนนี่
แท้จริงแล้ว “คู่กรณี” ทั้งสองเป็น “ผู้ถูกกระทำ” และพวกเขาถูกกระทำในสองระดับที่เกี่ยวเนื่องกัน

ระดับแรกคือ พวกเขาตกเป็น “เหยื่อ” ทางตรงของความคิดเห็นสาธารณะที่รุมกันทำร้ายทางวาจาและทางจิตวิทยา ดังจะเห็นจากภาวะเครียด เศร้าโศกและเสียใจสุดจะบรรยายของบุคคลทั้งสอง

ระดับที่สองคือ ปฏิกิริยาและคำพูดในพื้นที่สาธารณะของพวกเขาทั้งสองล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการติดเชื้อโรคฮีสทีเรียทางศีลธรรมในตัวของคนทั้งสองอีกขั้นหนึ่ง

ดังจะเห็นได้จากคำให้สัมภาษณ์ของแอนนี่ในรายการสรยุทธที่ว่า "ในเมื่อเราตัดสินใจและตัดใจแล้ว ฉะนั้นถ้าเขาต้องมายอมรับเพียงเพราะสังคมบีบบังคับอย่าดีกว่า เพราะไม่ได้ทำด้วยใจตั้งแต่แรก ทั้งๆ ที่เราแสดงความบริสุทธิ์ใจไปตั้งแต่แรก ถ้าทำเพราะสังคมบีบอย่าเลย เราเลี้ยงเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาตรวจอะไรแล้ว ไม่ต้องมาให้อะไรด้วย หนูไม่เอา ถ้าเราจะทำร้ายเขาก็ทำแต่แรกดีไหม แต่นี่ออกมาจะได้อะไร เรามีแต่เสีย" [2] และคำพูดของฟิล์มในงานแถลงข่าวดังที่ได้ยกไปแล้วในตอนต้นของบทความ

ในสถานการณ์วิกฤต คำพูดของคนทั้งสองแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการตอบสนองต่อบรรทัดฐานทางศีลธรรมชุดหนึ่งที่กำกับความคิดเห็นสาธารณะ และกำกับแม้กระทั่งตัวผู้ถูกกระทำเอง พวกเขาพูดและทำในสิ่งที่คนไทยที่ดี มีศีลธรรม “พึง” กระทำในพื้นที่สาธารณะ (โดยที่ ในความเป็นจริง ไม่มีใครสนใจว่าเขาจะ “คิด” อย่างนั้นจริงๆ แต่ในสังคม “ซึนเดเระ”[3] ที่เรากำลังอยู่กันนี้ “ภาพลักษณ์” ที่ถูกนำเสนอย่อมมีความสำคัญมากกว่าความเป็นจริงอยู่แล้ว)

ดัง นั้น จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม พวกเขา (และผู้คนที่เรียงคิวกันประกาศ “คำพิพากษา” เบื้องหน้าพวกเขา) เป็นทั้ง “ภาพสะท้อน” อาการติดเชื้อของสังคมไทย และ ในขณะเดียวกัน ก็เป็น “พาหะ” ของโรคฮีสทีเรียทางศีลธรรมนี้ด้วย พวกเขาเหล่านี้ได้ร่วมกระจายไวรัสให้ขยายวงกว้างและหยั่งรากลึกในระบบคุณค่าของสังคมไทยไปโดยปริยาย

และความรุนแรงของไวรัสนี้ร้ายแรงจนกระทั่ง “อาการ” ไม่ได้ปรากฏให้เห็นเฉพาะในด้านจิตวิทยาดังที่กล่าวไปแล้ว แต่ในด้านกายภาพด้วยเช่นกัน

ดังเช่น มารดาของฟิล์มถึงกับต้องถูกหามเข้าโรงพยาบาลด้วย “อาการท้องเสีย ถ่าย 4-5 ครั้งต่อวัน และในวันนี้ตื่นเช้ามามีอาการ ปวดตัว ปวดศีรษะ มีเสลดแห้งๆ อยู่ในลำคอ ไอเจ็บคอ และมีอาการหนาวสั่นเข้ากระดูก” [4] ส่วนมารดาของแอนนี่มีอาการ “ไม่สบายเพราะเกิดอาการเครียด คิดมากต่อเรื่องของลูกสาวทำให้ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะและอาเจียนอยู่บ่อยครั้ง ถือว่าส่งผลกระทบด้านจิตใจต่อผู้เป็นแม่อย่างมาก” [5]

นี่แสดงให้เห็นว่าศีลธรรมนั้นทรงพลังมากจนส่งผลรุนแรงต่อร่างกายโดยตรง
อาจกล่าวได้ว่า ร่างกายของคนในสังคมไทยนั้นได้กลายเป็น “ร่างกายใต้บงการ” [6] ของศีลธรรมว่าด้วย “ความดีงามและความถูกต้อง” !

อาการ “ฮีสทีเรียทางศีลธรรม” นี้ก้าวเข้าสู่จุดสุดยอดเมื่อนักข่าวตั้งคำถามกับนายกรัฐมนตรีว่าควรจะถอดถอนรางวัลเยาวชนดีเด่นจากฟิล์มหรือไม่ ?

สิ่งนี้สะท้อนว่าเรากำลังยกระดับกรณีฟิล์ม-แอนนี่จากเรื่องอื้อฉาวของวงการดาราสู่ประเด็นคอขาดบาดตายทางศีลธรรมที่นายกรัฐมนตรี ผู้นำของประเทศ จะต้องลงมาดูแลและแก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างนั้นหรือ ?

แท้จริงแล้ว ปัญหาของเรื่องนี้่ไม่ได้อยู่ที่ความประพฤติดี/ชั่วของฟิล์ม แต่อยู่ที่กรอบคิดเรื่อง “รางวัลเยาวชนดีเด่น” รวมถึง “รางวัลคนดีเด่น” อื่นๆที่ทุกสถาบันของรัฐจะต้องยกขึ้นหิ้งเป็นผลงานบังคับที่ต้องทำในแต่ละปีงบประมาณ

รางวัล “เยาวชนดีเด่น” นี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบคิดคู่ตรง ข้ามว่ามี “เยาวชนเลวเด่น” ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหา “ความเลวดีเด่น” ที่เกาะกินเยาวชนของเรา “ผู้ใหญ่” ทั้งหลายจึงคิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้นมาเพื่อล่อลวงให้เด็กไทยยึดถือกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นตัวอย่างของ “ความดีอันสัมบูรณ์”

นับว่าเป็นการสับขาหลอกที่แยบยลมากของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรา เพราะแทนที่จะให้สังคมร่วมถก คิดวิเคราะห์ที่มาที่ไปของปัญหาและร่วมกันหาทางออกอย่างตรงไปตรงมา (โดยไม่ต้องเดินอ้อมผ่านจุดอ้างอิงเรื่องความดีงามทางศีลธรรมจริยธรรมอยู่เสมอๆ) ผู้ใหญ่ของเรากลับโยนของเล่นชิ้นนี้ให้กับสังคมเป็นการชั่วคราวเพื่อแก้อาการเคล็ดขัดยอกอันเนื่องมาจากต่อมศีลธรรมปูดบวม

“ลัทธิบูชาปูชนียบุคคล” ที่แฝงตัวอยู่ภายใต้หน้ากากอันสวยหรูของ “รางวัลคนดีเด่น” นี้จึงเป็น “ทายาทอสูร” สายตรงที่คลอดออกมาน้ำลายของเชื้อโรค “ฮีสทีเรียทางศีลธรรม”

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราทุกคนในสังคมไทยจะต้องตระหนักถึงภัยของโรค “ฮีสทีเรียทางศีลธรรม” นี้ ซึ่งเราทุกคนเป็นทั้งผู้ติดเชื้อและผู้แพร่เชื้อ เป็นทั้งเหยื่อและฆาตกร เป็นทั้งไอ้ฟักและผู้พิพากษา ?

หากเราไม่ต้องการให้สมองและร่างกายของเราชักกระตุกอย่างควบคุบไม่ได้จาก “อาการคลั่ง” นี้ เราจะต้องหันมาพิจารณาและตั้งคำถามอย่างถึงรากถึงโคนเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการยึดติดกับ “ลัทธิศักดิ์สิทธิ์นิยม”​ ว่าเป็นคุณค่าสากลสูงสุดอันละเมิดมิได้ (ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของ “ความดีงาม” หรือ “ปูชนียบุคคล” ใดๆ) ?

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรจะเปิดใจกว้างและยอมรับว่าไม่มีอะไรขาว/ดำอย่างเบ็ดเสร็จ และมองปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม (ไม่ว่าจะเป็นการเมือง วัฒนธรรม ศรัทธาหรือจารีต) อย่างไม่ด่วนตัดสิน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพูดถึงเรื่องต่างๆอย่างตรงไปตรงมาไม่ซึนเดเระ?

กรณีฟิล์ม-แอนนี่แสดงให้เห็นว่าเราทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราพูดและเป่าหูตัวเราเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและในพื้นที่สาธารณะ เพราะเรากำลังทำสิ่งที่ขัดแย้งในตัวเอง กล่าวคือ เรากำลังดึงระดับมาตราฐานทางมนุษยธรรมของเราให้ต่ำลง โดยใช้ข้ออ้างเรื่องศีลธรรม/ความถูกต้องอันสูงสุด เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่เราเรียกกันว่า “ดีงาม”

อาจยังไม่สายเกินไปนักที่เราจะเริ่มสกัดหา “แอนตี้บอดี้” จากฉันทามติร่วมของคนในสังคม ก่อนที่คนไทยทุกคนจะกลายร่างเป็น “อีสมทรง” กันทั้งเมือง !

ขอขอบคุณอาจารย์สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับคำแนะนำในการเขียนบทความนี้

..................................................

[1] http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1285230134&grpid=00&catid
[2] http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284721442&grpid=06&catid=08
[3] “ซึนเดเระ” เป็นคำศัพท์ของวัยรุ่นที่ใช้กันมากในอินเตอร์เน็ต มีต้นกำเนิดจากลักษณะของตัวละครผู้หญิงในการ์ตูนญี่ปุ่นที่เมื่อมีความรักมักจะแสดงอาการ "รักนะ แต่ไม่แสดงออก" หรือ "ปากไม่ตรงกับใจ" ในปัจจุบัน เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าหมายถึง ที่หน้าไหว้หลังหลอกหรือที่พูดไม่ตรงกับสิ่งที่คิด/กระทำ
[4] http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1285138542&grpid=10&catid=08
[5] http://www.khanpak.com/entertainment/3170/
[6] “ร่างกายใต้บงการ ปฐมบทแห่งอำนาจในวิถีสมัยใหม่” เป็นชื่อหนังสือฉบับภาษาไทยซึ่งแปลมาจากบท “Les corps dociles” ในหนังสือ Surveiller et Punir ของนักคิดชื่อดังชาวฝรั่งเศสมิแชล ฟูโก

เผยแพร่ครั้งแรกใน เวปไซต์ประชาไท 26 กันยายน 2553

"หนังสือวันเด็กแห่งชาติ : การเมืองเรื่องเด็กๆ"


ในปีพ.ศ. 2498 นายวี เอ็ม กุล ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติได้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น "เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก และเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ" งานวันเด็กแห่งชาติจึงได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปีนั้นภายใต้รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

นับแต่นั้นมา "วันเด็กเพื่อเด็ก" ได้ผ่านการดัดแปลงและปรุงรสเสียใหม่ ทั้งกรอบคิดและวิธีปฏิบัติที่แตกต่างตามอุดมการณ์ความเชื่อของรัฐในแต่ละยุคสมัย จวบจนปัจจุบัน งานวันเด็กถูกทำให้เป็นหนึ่งใน "ภารกิจ" หลักของภาครัฐ โดยดึงและผนวกเด็กและเยาวชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ "ผู้เล่น" ทางการเมืองอย่างเต็มตัว

วันเด็กแห่งชาติคือวันที่รัฐไทยประกอบพิธีศีลจุ่มรับเด็กๆ เข้าเป็นสาวกลัทธิ "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์" โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านสถาบันหรือสื่อกลางใดๆ

แต่ละปี หน่วยงานต่างๆ ต้องระดมทั้งกำลังพลและกำลังสมองในการจัดกิจกรรมหลากหลาย รวมถึงการผลิตประดิษฐกรรมทางความคิดที่แยบยล ไม่ว่าจะเป็น เพลงเพื่อเด็ก คำขวัญวันเด็ก รวมถึง หนังสือวันเด็กแห่งชาติ

"หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นโดยคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เป็นหนังสือที่ระลึกในวันเด็กแห่งชาติของทุกปี และจัดจำหน่ายผ่านช่องทางของกระทรวงศึกษาธิการไปยังโรงเรียนในกำกับทุกโรงเรียน

"เด็กของเรา" เป็น "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" ฉบับแรกซึ่งพิมพ์ขึ้นในปีพ.ศ. 2502 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ "เผยแพร่ความรู้แก่ผู้ใหญ่ในการอบรมเด็ก มีเจตนาให้ผู้ใหญ่เข้าถึงธรรมชาติของเด็ก มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์และผู้มีหน้าที่ดูแลเด็ก" เนื้อหาในเล่มนี้จึงมีลักษณะทางการแพทย์ค่อนข้างสูงและมีกลุ่มเป้าหมายคือ "ผู้ใหญ่" ไม่ใช่ "เด็ก"

ในปีต่อๆ มา ได้มีการปรับปรุงและเพิ่มเติมจุดมุ่งหมายในการจัดทำหนังสือฯ"เพื่อให้เด็กได้รับสาระความรู้และความเพลิดเพลินจากการอ่าน มีความภาคภูมิใจต่อตนเอง เห็นความสำคัญของวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งสังคมและประเทศชาติให้ความสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมเด็กและเยาวชนของไทย โดยการอบรมบ่มเพาะขัดเกลาเด็กไทยให้มีนิสัยและคุณลักษณะที่ดีงามประจำตน ได้แก่ มีวินัย ใฝ่รู้ใฝ่เรียน รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ และปลูกฝังให้รักและยึดมั่นในชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์"

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขจุดมุ่งหมายโดยให้ความสำคัญกับ "เด็ก" มากขึ้น หากพิจารณาอย่างแท้จริงแล้ว เราจะมองเห็นว่า สำหรับรัฐไทย กรอบคิดว่าด้วยเรื่อง "เด็ก" ที่เป็นฐานรองรับกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติทั้งหลาย รวมถึง "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" ด้วยนั้น มิได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด หากแต่มีความคงเส้นคงวาไม่ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลยเกือบ 50 ปี และไม่ว่าเราจะเปลี่ยนระบอบการปกครองจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตยแบบขาดๆ เกินๆ ก็ตาม

ตรงข้ามกับความเชื่อและการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ว่าวันเด็กคือ "วันเพื่อเด็ก" เราไม่ได้จัดงานวันเด็กให้กับ "เด็ก" ในฐานะที่พวกเขาเป็นปัจเจกบุคคลคนหนึ่งในสังคมที่มีความต้องการของตนเองที่ซับซ้อนและหลากหลาย หรือในฐานะที่พวกเขาเป็น "เด็ก" ณ เวลา "ปัจจุบัน"

แต่เราจัดงานวันเด็กให้กับ "เด็ก" ในฐานะที่พวกเขา "จะ" กลายเป็น "ผู้ใหญ่" ใน "อนาคต", เราไม่ได้สนใจเด็กในฐานะที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในสภาพที่เป็น "เด็ก" แต่เราสนใจพวกเขาในฐานะที่พวกเขา "จะ" เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก้อนทางการเมืองที่เรียกว่า "ราษฎรไทย" ในอนาคต

และเมื่อเราเริ่มต้นจากกรอบคิดเช่นนี้ เราก็จะไม่สนใจอย่างแท้จริงที่จะรับรู้ความต้องการหรือข้อเรียกร้องใดๆ ของพวกเขา แต่เราจะยัดเยียดความต้องการและข้อเรียกร้องของ "ผู้ใหญ่" ให้กับพวกเขา

ดังนั้น ในโอกาสวันเด็กของทุกปี เราก็จะได้ยิน ได้เห็นและได้อ่านข้อเรียกร้องจากผู้ใหญ่ว่า เด็กควรจะเป็นอย่างไร ควรจะยึดมั่นในสิ่งใด ควรเชื่อสิ่งใด ควรถูก "ปลูกฝัง" อะไร

แท้จริงแล้วนั้น เราไม่เคยเคารพในสิทธิความเป็นเด็ก ราวกับว่าไม่เคยมี "เด็ก" อยู่ในกิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้นใน "วันเด็ก"

ดังนั้น เช่นเดียวกับกิจกรรมต่างๆ ในวันเด็ก เนื้อหาที่ปรากฎอยู่ใน "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" ไม่ว่าจะเป็นบทความ เรื่องสั้น สารคดี การ์ตูนและบทกลอนต่างๆ จึงสะท้อนกรอบคิดนี้อย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากนี้ ยังผนวกรวมแนวคิดเรื่องการ "ปลูกฝัง" ให้เชื่อและยึดมั่นในชุดความคิดทางการเมือง จารีตและศีลธรรมชุดหนึ่งเพียงชุดเดียว

มโนทัศน์ทางสังคมและศีลธรรมที่ถูกถ่ายทอดไปสู่เด็กเป็นมโนทัศน์ที่แน่นิ่งอยู่กับที่ ขาดความเข้าใจในสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนและตัดขาดจากบริบทร่วมสมัย เป็นภาพอุดมคติโรแมนติกแนวโหยหาอดีตที่สวยหรู แต่ละเลยข้อเท็จจริงทางประสบการณ์ของตัวเด็กเองที่หลากหลายและซับซ้อน

เด็กไทยในวันนี้เติบโตขึ้นท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจและการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและเหลื่อมล้ำ พ่อแม่เลี้ยงดูพวกเขาภายใต้โครงสร้างทางสังคมที่ความยุติธรรมไม่ได้มีให้กับทุกคนเท่าๆ กัน การทำสังคมสงเคราะห์หรือการทำความดีอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่เหนือปัจเจกชนธรรมดา

ในแง่นี้ "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือเล่มแรกๆ ในประสบการณ์การอ่านของพวกเขาควรจะมีหน้าที่ในการติดอาวุธทางปัญญาให้กับเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาอย่างรู้เท่าทันสภาพสังคมที่วุ่นวายและไม่สวยหรู ให้พวกเขามีทักษะในการรับมือกับความไม่สมบูรณ์แบบของสังคมการเมือง และสร้างทัศนคติที่เปิดกว้างอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่าง

หาก "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" นี้ไม่สามารถปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเด็กไทยในปีพ.ศ. 2554 ได้ หนังสือชุดนี้ก็จะเป็นได้เพียงแค่ "หนังสือเทศนาสั่งสอนคติธรรม" อันคับแคบและไร้จินตนาการ เพื่อนำขึ้นประดับหิ้งให้เป็น "มรดก" ทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า หรือเป็นได้เพียงแค่ตำราอาขยานเพื่อท่องจำ เฉกเช่น "คำขวัญวันเด็ก" ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเด็กทุกคนจำได้ขึ้นใจ (เพื่อเป็นประโยชน์ในการสอบปลายภาค) แต่ไม่มีใครเข้าใจและรับรู้ความหมายอย่างแท้จริง ทั้งยังไม่สามารถปฎิบัติได้ในความเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เพราะกรอบทางความคิดและกลไกทางกฎหมายที่คับแคบของสังคมไทยบีบรัดให้ผู้ใหญ่เหล่านี้ต้องคงสภาพความเป็นเด็กที่จำต้องเชื่อฟังผู้ปกครอง เป็นลูกแกะที่เดินตามก้นกันไปภายในคอกใหญ่คอกเดียวกัน

ในความเป็นจริงนั้น "หนังสือวันเด็กแห่งชาติ" นี้ นอกเหนือจากการเป็นผลงานชั้นยอดของหน่วยงานภาครัฐในการสร้างความชอบธรรมให้กับการของบประมาณในแต่ละปีแล้ว ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญใน "กระบวนการสร้างวาทกรรม" ชุดหนึ่งเพื่อใช้ในการโอบอุ้มโครงสร้างทางสังคมการเมืองที่เป็นอยู่ (status quo)

การพยายามปลูกฝังอุดมการณ์ด้วยการผูกขาดพื้นที่ทางความคิด ผ่านช่องทางและกลไกต่างๆ ของรัฐ เป็นสิ่งที่ไม่แปลกประหลาดใดๆ เพราะดูเหมือนว่ารัฐไทยไม่สามารถทำสิ่งที่สร้างสรรค์และก้าวหน้าได้ แต่สิ่งที่น่าเศร้าใจที่สุดคือ ในโอกาสวันเด็กนี้ วันที่ควรจะมีเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง (empower) ให้กับจินตนาการและความสร้างสรรค์ของเด็ก "การอ่านในวัยเยาว์" ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญทางปัญญา เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ควรจะต้องนำไปสู่การตั้งคำถาม การสั่นสะเทือนความเชื่อและการวิพากษ์วิจารณ์นั้น อาจจะกลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างทั้งตัว "การอ่าน" เองและตัว "เด็กไทย" เอง โดยที่ผู้กระทำ ซึ่งคือพ่อแม่และรัฐ จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามที

เผยแพร่ครั้งแรกในเวปไซต์มติชนออนไลน์ วันที่ 8 มกราคม 2554 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1294434025&grpid=&catid=02&subcatid=0207

ศิลปะ เสรีภาพและประชาธิปไตย


กรณีการให้เรต ห (ไม่อนุญาติให้ฉายในราชอาณาจักร) แก่ภาพยนตร์เรื่อง Insects in the backyard ของธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ โดยคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของกระทรวงวัฒนธรรม ด้วยเหตุผล “มีเนื้อหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ทำให้เกิดกระแสการเรียกร้องและประท้วงมากมายจากทั้งกลุ่มผู้กำกับ ศิลปิน สื่อมวลชนและเครือข่ายภาคประชาชน (ดังเช่น “เครือข่ายคนดูหนัง” ได้รณรงค์ให้ประชาชนร่วมลงชื่อในจดหมายเรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมออกมาชี้แจงเหตุผลในการแบนหนังดังกล่าว) และแม้ว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์จากผู้กำกับให้คณะกรรมการฯ ทบทวนการจัดเรตของตนอีกครั้ง คณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวยังคงยืนยันคำตัดสินเช่นเดิม เพียงแต่แก้ไขเหตุผลใหม่ด้วยการตัดคำว่า “ความสงบเรียบร้อย” ออก ให้เหลือเพียง “เนื่องจากมีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน”

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ตกเป็นเหยื่อสังเวยการจัดเรตของพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ. 2551 “อย่างเป็นทางการ” (หากไม่นับเรื่อง “บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน” ของธัญสก พันสิทธิวรกุลก่อนหน้านี้ที่ถูก “แบน” อย่างไม่เป็นทางการ ด้วยเหตุผลความสับสนของขั้นตอนการดำเนินการยื่นขอจัดเรตภายในหน่วยงานของกระทรวงวัฒนธรรม ทำให้ไม่สามารถเข้าฉายใน “เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพมหานคร” ระหว่างวันที่ 6-15 พฤศจิกายน ได้) แม้จะมีความพยายามชี้แจงจากตัวแทนของกระทรวงวัฒนธรรมผ่านสื่อต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถนำเสนอเหตุผล “ที่มีความเป็นเหตุเป็นผล” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถ่ือให้แก่การ “แจก” เรต ห ครั้งนี้ได้ นอกเสียจากเหตุผลกว้างๆและตีขลุมอย่างเรื่อง “ศีลธรรมอันดี” และมาตรฐานการตัดสินที่ “ถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย”

กรณีการ “แบน” ภาพยนตร์โดยหน่วยงานภาครัฐผ่าน “อำนาจ” แห่งกฎหมายนี้เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ปลุกเราทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะในฐานะผู้ “ผลิต” หรือผู้ “เสพ” ให้ตื่นขึ้นมาจากสภาพหลับใหลทางมโนสำนึก และร่วมตั้งคำถามดังๆอย่างจริงจังเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง “เสรีภาพของการแสดงออก” ผ่านงานศิลปะ ไม่แต่เฉพาะในแวดวงภาพยนตร์เท่านั้น หากต้องรวมไปถึงวงการศิลปะทุกแขนง เพราะในทางสุนทรียศาสตร์ ภาพยนตร์ถือเป็น “ศิลปะแขนงที่ 7” ในระดับเดียวกับงานวิจิตรศิลป์ (Fine arts) และมโนทัศนศิลป์ (Conceptual arts) อื่นๆอีก 6 แขนง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ดนตรี นาฏศิลป์และวรรณคดี

ทำไมพื้นที่ทางศิลปะจึงเป็นพื้นที่ที่ไม่ควรยินยอมให้มีการเซ็นเซอร์ควบคุมและตัดสินคุณค่าดี/ชั่วจากอำนาจรัฐ ?

เพราะ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม “ศิลปะคือพื้นที่แห่งอิสรภาพ par excellence” (โดยสารัตถะและโดยสมบูรณ์) ปริมณฑลของศิลปะครอบคลุมทั้งทางกายภาพและทางมโนทัศน์ ศิลปะคือพื้นที่เดียวในสังคมที่เปิดกว้างให้กับการปะทะของความคิด ข้อเสนอและมุมมองที่ “แตกต่าง” และ “ขัดแย้ง” อย่างแท้จริง ศิลปะคือพื้นที่ของอาหารทางจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงสังคมและปูทางไปสู่ความเข้าใจโลกที่ต่างไปจากมุมมองปกติ และที่สำคัญที่สุด ศิลปะคือพื้นที่ของการจุดประกายความคิดที่จะนำไปสู่การถกเถียง วิพากษ์ วิจารณ์และบ่มเพาะ “การยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลาย” (tolerance of the diversity) ในทุกๆวัฒนธรรม

ในแง่นี้ พื้นที่ทางศิลปะคือพื้นที่แม่แบบของปฏิบัติการทางประชาธิปไตยอย่างไม่มีพื้นที่ใดเทียบเคียงได้ในทางสังคม และในแง่นี้ พื้นที่ทางศิลปะจึงเปรียบได้เป็นป้อมปราการสุดท้ายซึ่งหากถูกทำลายลงเสียแล้ว “เสรีภาพในทางสุนทรียะ” หรือเสรีภาพของอารมณ์ความรู้สึกซึ่งนับว่าเป็นสมบัติสุดท้ายของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามและเป็นสมบัติพื้นฐานหนึ่งเดียวที่มนุษย์มีร่วมกัน ไม่ว่าเขาจะเกิดมาจนหรือรวย สวยหรือขี้เหร่ ฉลาดหรือโง่ ก็จะพังทลายลงตามไปด้วย โดยยังไม่ต้องกล่าวถึง “เสรีภาพทางความคิด” ที่ได้ถูกบดขยี้ลงไปเสียก่อนแล้ว

ดังนั้น เพื่อให้เสรีภาพ “ภายใน” ศิลปะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง เสรีภาพ “ของ” ศิลปะในโลกภายนอกจำเป็นต้องมี เพราะเสรีภาพของศิลปะคือหลักประกันคุณค่าพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยนั่นเอง

ในแง่นี้ “เรต ห” ในพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ. 2551 ที่ใช้ “กำกับและควบคุม” ภาพยนตร์จึงไม่ใช่การกระทำอันเป็นธรรมดาสามัญที่เราควรมองผ่านเลยไปโดยอาศัยหลักอนิจจังและอุเบกขา การประทับ “เรต ห” ลงบนแผ่นฟิล์มคือการตัดสินลงโทษงานศิลปะด้วยโทษสูงสุด นั่นคือ “โทษประหารชีวิต” โดยมีคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์จากกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งประกอบไปด้วยคนเพียง 7 คนเป็นคณะผู้พิพากษาที่ได้รับอำนาจในการชี้เป็นชี้ตาย ในคดีที่มีผู้ได้รับผลได้ผลเสียถึง 60 กว่าล้านคน โดยไม่จำเป็นต้องมีการเรียกพยานและผู้ได้รับผลกระทบเข้าให้ปากคำ

หากนี่ไม่เรียกว่า “เผด็จการทางวัฒนธรรม” แล้วเราจะเรียกการผูกขาดอำนาจเช่นนี้ว่าอย่างไรได้ ?

แท้จริงแล้ว คณะกรรมการฯ นั้นไม่เข้าใจในธรรมชาติ หน้าที่และการทำงานของงานศิลปะ แต่สถาปนาตัวเองว่าเป็นผู้รู้/ผู้ตัดสิน หามิเช่นนั้นแล้วคณะกรรมการฯ คงจะไม่มีทางประทับตา “เรต ห” ให้สังคมต้องตราหน้าอย่างที่เป็นอยู่นี้อย่างแน่นอน

เนื่องจาก “เรต ห” ของพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ. 2551 สะท้อน “การตัดสินคุณค่า” ที่สับสนและผิดฝาผิดตัวของผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” เพราะนี่คือการยัดเยียดของแปลกปลอมซึ่งคือตรรกะทางศีลธรรม (ซึ่งเป็นตรรกะภายนอก) เข้าไปในงานศิลปะซึ่งควรจะถูกตัดสินคุณค่าและความชอบธรรมด้วยตรรกะทางสุนทรียะอันเป็นตรรกะภายในของตัวชิ้นงานเองเป็นอันดับแรกและเหนือสิ่งอื่นใด

ในความเป็นจริงแล้ว การตัดสินคุณค่าเช่นนี้ไม่ได้ผิดในตัวมันเอง (เพราะเราก็ทำการตัดสินคุณค่างานศิลปะด้วยปัจจัยภายนอกเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว) แต่การตัดสินคุณค่าด้วย “เรต ห” ของผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือนี้นำไปสู่ “คำพิพากษา” อันไม่สมควรที่ใครจะยอมรับได้ นั่นคือ การห้ามฉาย/เผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะ​โดยเด็ดขาด ยิ่งคำพิพากษานี้ออกมาจากหน่วยงานซึ่งมีพันธกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมในการที่จะส่งเสริมงานศิลปะและความคิดแปลกใหม่สร้างสรรค์ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องนำออกมาอภิปรายและเผยแพร่ในวงกว้างที่สุด

ในสังคมไทยและสังคมโลก ฉันทามติหนึ่งที่มีร่วมกันเกี่ยวกับผลงานทางภาพยนตร์คือ “การปกป้อง” (ไม่ใช่ “การควบคุม”) เยาวชนที่ยังไม่มีวุฒิภาวะและความเข้าใจดีพอที่จะเข้าถึงความซับซ้อนและลึกซึ้งของงานศิลปะที่มีเนื้อหาเฉพาะบางประเภทได้ จึงได้เกิดแนวความคิดใน “การจัดเรตติ้ง” แบ่งภาพยนตร์เป็นประเภทต่างๆไล่ขึ้นเป็นขั้นบรรไดตามความเข้มข้นและความอ่อนไหวของเนื้อหาและภาพที่ปรากฎในภาพยนตร์ เพื่อทำการ “สกรีน” ผู้ชมตามวุฒิภาวะโดยใช้ “อายุ” เป็นเกณฑ์แบ่ง

การร่างพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ. 2551 ในประเทศไทยนี้จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจของทุกภาคส่วน (คนทำ/คนดูภาพยนตร์ ภาครัฐและภาคเอกชน) ในการที่จะทำให้การจัดเรตติ้งมีความเป็นระบบและเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้นเพื่อสนองต่อ ฉันทามตินี้ที่สังคมมีร่วมกัน จากการแบ่งประเภทภาพยนตร์เป็น 6 ประเภท (ตัวเลขนี้นับเฉพาะประเภทที่ควรถือว่าเป็นเรตติ้งจริงๆ ไม่นับ “เรต ห” ซึ่งเราไม่ควรถือว่าเป็นเรตติ้ง แต่เป็นการ “แบน” ซึ่งนับเป็นประเภทที่ 7) เรตติ้งอันดับที่ 6 ที่มีการกำหนดไว้คือภาพยนตร์ “ประเภทที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีดู”

คำถามที่เราในฐานะพลเมืองของประเทศที่เรียกตนเองว่าปกครองภายใต้ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ควรจะถามทั้งต่อตนเองและต่อสังคมคือ ในขณะที่เยาวชนไทยอายุ 20 ปีบริบูรณ์มีสิทธิ “เลือก” สมาชิกผู้แทนราษฎรเพื่อทำหน้าที่แทนพวกเขาในสภาในการตัดสินใจเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาในระดับประเทศ รวมไปจนถึงเพื่อไปเลือกนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศ และพวกเขามีสิทธิ์ “เลือก” เข้าสถานที่เริงรมย์ (ที่ผู้ใหญ่มักจะเรียกในแง่ลบว่า “แหล่งอบายมุข”) แล้ว ด้วยเหตุผลกลลวงอันใดเล่า พวกเขาจึงถูกปฏิเสธ “สิทธิ์” ในการใช้วิจารณญาณ ในฐานะ “พลเมือง” ที่มีเจตจำนงเป็นของ/เหนือตนเองในการ “เลือก” ที่จะรับชมภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือไม่ ?

ข้ออ้างเรื่องการดำรงอยู่ของ “เรต ห” เพื่อเป็นการปกป้องผู้ชม ประชาชนและศีลธรรมอันดีนั้นจึงขัดแย้งในตัวมันเอง สำหรับสังคมที่ใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะภายใต้การปกครองระบอบนี้ “พลเมือง” ควรจะมีสิทธิในการตัดสินใจเลือกเสพงานศิลปะชิ้นหนึึ่งหรือไม่โดยตนเอง

ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ทุกภาคส่วนของสังคมโอดครวญเรื่อง “วิกฤติการศึกษา”, “วิกฤติเยาวชน” และ “ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมของเยาวชน” ฯลฯ และเรียกร้องให้เยาวชนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ นอกกรอบ มีความเป็นผู้ใหญ่ มีภาวะผู้นำ มีวุฒิภาวะ มีภูมิปัญญา ฯลฯ โดยการเสริมสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์และความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่สังคมทำอยู่คือการผลักภาระและความรับผิดทั้งหมดไปให้กับเยาวชน โดยไม่เคยตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าทำไมเยาวชนจึงมีสภาพไร้วุฒิภาวะเช่นนั้นและสังคมมีส่วนอย่างไรบ้างในการทำให้เยาวชนไทยไม่รู้จักโตเสียที

เมื่อมองในแง่นี้ “เรต ห” จึงเป็นการดูถูกไม่เพียงแต่เยาวชนเท่านั้น แต่รวมถึงพลเมืองผู้ใหญ่ของประเทศนี้ เพราะเป็นปฏิบัติการทำลายล้างความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมการวิจารณ์และจิตสำนึกเรื่องการยอมรับความแตกต่างและหลากหลาย ซึ่งสวนทางอย่างมีนัยสำคัญต่อเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ฉบับนี้ และฉันทามติโดยรวมของสังคมที่ต้องการมาตรการใน “การปกป้อง” แต่ไม่ใช่การเซ็นเซอร์หรือ “การควบคุม”

“เรต ห” คือการต่อต้านและปฏิเสธงานศิลปะ ศิลปินและผู้เสพงานศิลปะอย่างไม่ไว้หน้า อันเนื่องมาจากความเข้าใจอันอ่อนด้อยในเรื่องตรรกะเชิงสุนทรียะของงานศิลปะในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ 7 คน ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมทำจึงไม่ใช่การทำนุบำรุงหรือส่งเสริมศิลปะแต่อย่างใด แต่เป็นการทำลายทั้งศิลปะและทั้งศิลปิน และรวมไปถึงชีวิตทางจิตวิญญาณของพลเมืองไทยทั้งประเทศ

“เรต ห” คือเสื้อคลุมอำพรางการผูกขาดอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมของคนเพียงกลุ่มเดียวที่อยู่ใน “อำนาจ” ภายใต้ข้ออ้างลวงเรื่อง “ศีลธรรมอันดีงาม” (ดีงามอันไหน อย่างไร ของใคร ยังคงเป็นคำถามที่รอการถกเถียงอย่างกว้างขวางและเปิดกว้างที่สุด) นี่คือปฏิบัติการเผด็จการทางวัฒนธรรมในพื้นที่ที่ควรเปิดกว้างให้มากที่สุดในสังคม และควรเป็นพื้นที่สุดท้ายที่รัฐจะสามารถเข้ามาควบคุมและเซ็นเซอร์

ท้ายที่สุด “เรต ห” คือการรุกล้ำ ล่วง ละเมิด และกระทำชำเราคุณค่าพื้นฐานทางประชาธิปไตยที่มีศิลปะเป็นแม่แบบที่เปิดกว้างที่สุด โดยปราศจากเสรีภาพ “ภายใน” และ “ของ” ศิลปะแล้ว ก็ไม่อาจจะมีประชาธิปไตยได้ และหากชนใดปราศจากเสรีภาพในการแสดงออกและเสพสุนทรียะ ชนนั้นไม่ได้แค่ถูกปิดตา ปิดหู ปิดปาก แต่ยังถูกปิดหัวใจและจิตวิญญาณอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องเสรีภาพของงานศิลปะโดยหยิบยื่น “อภิสิทธิ์” บางอย่างให้กับ “พื้นที่ทางศิลปะ” นี้หาใช่เป็นความพยายามในการสถาปนาให้ศิลปะกลายเป็น “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” แต่อย่างใดไม่ เพราะการเรียกร้องพื้นที่แห่งเสรีภาพนี้ก็คือการเรียกร้องพื้นที่แห่งการวิพากษ์วิจารณ์ไปด้วยในเวลาเดียวกันและอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยธรรมชาติทางสังคมและวัฒนธรรม กลไกในการจัดการและมีส่วนร่วมของมติมหาชน (public opinion) คือหลักประกันว่าศิลปะนั้นไม่ใช่และไม่มีทางกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยอยู่เหนือสังคมและผู้คนไปได้

หากคณะกรรมการฯและกระทรวงวัฒนธรรมยังไม่เข้าใจเรื่อง “เสรีภาพของการแสดงออก” ผ่านงานศิลปะแล้ว ก็จะไม่เห็นว่าการบังคับใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้กำลังนำสังคมเราไปสู่หายนะทางวัฒนธรรม ไปสู่สังคมที่ไม่จำเป็นต้องมี “ศิลปิน” อีกต่อไป มีเพียงแค่ “ช่างฝีมือทางวัฒนธรรม” ที่ผ่านการฝึกฝนทางเทคนิคอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดจนสามารถลอกเลียน “งานโบราณ” ได้อย่างไม่มีที่ติ หากแต่ไร้ซึ่งความสามารถสร้างสรรค์และจิตวิญญาณการวิพากษ์วิจารณ์ และเรา ในฐานะผู้เสพงานศิลปะก็จะได้ชื่มชมงานที่ “ย่ำอยู่กับที่” ตอกย้ำอุดมการณ์ทางสุนทรียะและทางสังคมชุดเดิมซ้ำซากไปมาตราบชั่วฟ้าดินสลาย นี่หรือคือชีวิตทางวัฒนธรรมที่เราคนไทยต้องการจะเห็น ?

ด้วยเหตุนี้เอง องค์กร สถาบัน ภาคส่วนต่างๆที่ทำงานเคลื่อนไหวเกี่ยวกับศิลปะในทุกแขนงนั้น (ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริม การให้การศึกษา งานด้านแหล่งข้อมูลหรือการให้รางวัลยกย่องเชิดชูทั้งหลาย) ยิ่งไม่ควรเพิกเฉยต่อปฏิบัติการ “เผด็จการทางวัฒนธรรม” นี้ เพราะการเพิกเฉยปล่อยเลยตามเลยนั้นเท่ากับเป็นการสนับสนุนไปโดยปริยาย เราคงไม่ต้องการจะให้ประวัติศาสตร์ตราหน้าว่าพวกเรามีส่วนในการส่งเสริมความถดถอยทางวัฒนธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านทางสังคม การเมืองและวัฒนธรรมของประเทศไทย ?

แท้ที่จริงแล้ว การตั้งคำถามต่อ “เรต ห” นี้ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถามต่อ “หน้าที่”, “บทบาท” และ “ขอบเขต” การแทรกแซงของรัฐในพื้นที่ทางศิลปะทั้งหมด รัฐควรมีหน้าที่แค่ไหน ? อย่างไร ? หรือแม้กระทั่ง ควรจะมีไหม ? เราจะมีเกณฑ์ใดมาจัดระดับระหว่างการปกป้องและการควบคุมของหน่วยงานรัฐ ? บทบาทของภาคประชาชนและกลุ่ม “ผู้เสพ” งานควรจะมีมากน้อยเพียงใด อย่างไร ​? ฯลฯ

ณ ปัจฉิมบทของบทความนี้ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสมเพชเคล้าน้ำตาที่ในรุ่งอรุณแห่งศตวรรษที่ 21 นี้ แทนที่เราน่าจะได้อภิปรายถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางสุนทรียศาสตร์ร่วมสมัยอันลึกซึ้งซับซ้อนและซ่อนเร้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความหยาบโลนในงานศิลปะ, สิ่งต้องห้ามและการล่วงละเมิด, ความไร้รสนิยมแบบ kirsch, ภาพโป๊เปลือยของเด็ก ฯลฯ เรากลับต้องมาพูดพล่ามถึงประเด็นพื้นฐานทางสามัญสำนึกและเรื่องการประเมินคุณค่าดี/เลวซึ่งเป็นวิวาทะที่ล้าหลังโบราณของศตวรรษที่ 18/19 หรือตรงกับปลายสมัยอยุธยาต้นรัตนโกสินทร์ และต้องมาตั้งชื่อบทความด้วยชุดคำอันสุดแสนเชย ว่าด้วยเรื่อง “ศิลปะ เสรีภาพและประชาธิปไตย”

เผยแพร่ครั้งแรกในเวปไซต์มติชนออนไลน์ วันที่ 10 ธันวาคม 2553 

Travel Writings on Indochina

I've been collecting a collection of travel writings on Indochina at the fin de siècle: Morice Docteur, 'Voyage en Cochinchine',...